พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
    โครงสร้างพื้นฐาน (ระบบเครือข่าย มาตรฐาน บุคลากร การวิจัยและพัฒนา)
    การรักษาความปลอดภัย (ภัยคุกคาม และเทคโนโลยีการป้องกัน)
    การเงิน (ระบบชำระเงิน การคำนวณภาษี และแหล่งเงินทุน)
    ธุรกิจ (กลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินธุรกิจ)
    กฎหมายและนโยบาย
    การต่างประเทศ
    ขั้นตอนความสำเร็จ
 
     ติดต่อเรื่องทางด้านเทคนิค
     ติดต่อเรื่องโฆษณา
     ติดต่อเรื่องการชำระเงิน
     ติดต่อเรื่องขอใช้บริการ
 

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

1. อินเทอร์เน็ตคืออะไร มีต้นกำเนิดอย่างไร
อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายๆเครือข่ายทั่วโลกเข้าด้วยกัน หรืออีกความหมายก็คือการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จำนวนนับล้านๆเครื่องทั่วโลกเข้าด้วยกันโดยผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม ต้นกำเนิดของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษที่ 60 สมัยที่สงครามเย็นยังคงดำเนินอยู่ เมื่อกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเป็นห่วงว่าระบบคอมพิวเตอร์ของตนที่ใช้อยู่อาจถูกทำลายโดยระเบิดนิวเคลียร์จากประเทศฝ่ายตรงข้ามเมื่อใดก็ได้ ในขณะนั้นระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดยังต้องขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเพียงเครื่องเดียว หากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางถูกทำลายไป ระบบทั้งหมดจะหยุดทำงานและข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้ภายในเครื่องจะถูกทำลายลงไปด้วย ทางฝ่ายการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกาจึงร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ คิดค้นระบบอินเทอร์เน็ตขึ้นมา ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางควบคุม คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกันด้วยข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน แม้เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบถูกทำลายไป ระบบโดยรวมก็ยังสามารถทำงานได้เป็นปกติ
2. World Wide Web คืออะไร
World Wide Web หรือที่เรามักเรียกสั้นๆว่า Web หรือ W3 (WWW) คือ คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต ที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้ (กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่) โดยผ่านทาง บราวเซอร์ (Browser) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านและตอบโต้ข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ใน World Wide Web โดยเฉพาะ บราวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorer ของ และ Netscape
3. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร
การให้คำนิยามของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขณะนี้มีผู้ที่ให้คำนิยามอยู่หลายความหมาย แต่ยังไม่มีคำจำกัดความใดที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ตัวอย่างคำจำกัดความของหลายๆสถาบัน มีดังต่อไปนี้
  • "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์" (ECRC Thailand,1999)
  • "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขายหรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์" (WTO, 1998)
  • "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของ การประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีทั้งข้อความ เสียงและภาพ" (OECD, 1997)
  • "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือ การทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประมวลและการส่งข้อมูลที่มีข้อความ เสียง และภาพ ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการขายสินค้าและบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์, การขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิทัลในระบบออนไลน์, การโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์, การจำหน่ายหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์, ใบตราส่ง, การประมูล, การออกแบบและวิศวกรรมร่วมกัน, การจัดซื้อ จัดจ้างของภาครัฐ, การขายตรง, การให้บริการหลังการขาย ทั้งนี้ใช้กับสินค้า (เช่นสินค้าบริโภค, อุปกรณ์ทางการแพทย์) และบริการ (เช่น บริการขายข้อมูล, บริการด้านการเงิน, บริการด้านกฎหมาย) รวมทั้งกิจการทั่วไป (เช่น สาธารณสุข, การศึกษา, ศูนย์การค้าเสมือน)" (European Union, 1997)
  • "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หมายถึง ขบวนการที่ใช้วิธีการทางอิเล็กนิกส์เพื่อทำธุรกิจที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช้เทคโนโลยีประเภทต่างๆและครอบคลุมรูปแบบทางการเงินทั้งหลาย เช่น ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์, การค้าอิเล็กทรอนิกส์, อีดีไอหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์, ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, โทรสาร, แคตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์, การประชุมทางไกล และรูปแบบต่างๆที่เป็นข้อมูลระหว่างองค์กร" (ESCAP, 1998)
4. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มต้นมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange หรือ EDI) ระหว่างคู่ค้าโดยการส่งข้อมูลทางธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ และใบเรียกชำระเงิน เป็นต้น ในระยะเวลาต่อมา ระบบ World Wide Web จึงถูกพัฒนาขึ้นโดย CERN Lab for Particle Physics ในกรุงเจนีวา เมื่อปี ค.ศ. 1991 โดยมีเว็บบราวเซอร์ชื่อ Mosaic เป็นเว็บบราวเซอร์รุ่นแรก และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเว็บบราวเซอร์ของ Netscape และ Internet Explorer ในปัจจุบัน

5. ทำไมเราควรให้ความสำคัญกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะช่องทางการติดต่อสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยผู้ใช้ตระหนักดีถึงความสะดวกรวดเร็ว ประสิทธิภาพอันไร้ขีดจำกัดทางด้านภูมิศาสตร์ และ ค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นทั้งในภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาล ความนิยมของอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นส่งผลให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เจริญเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว นอกจากประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีมากมายมหาศาล ดังที่จะได้กล่าวในบทต่อๆไป ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่บทบาทของภาครัฐบาลที่มีต่อรูปแบบธุรกิจประเภทนี้ ในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการให้นำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ประกอบในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ข้อมูล ความรู้ ที่เกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะปรากฏให้เห็นในรูปเอกสารเผยแพร่ และสื่อต่างๆ เป็นจำนวนมาก รวมจนถึงการสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็มีให้เลือกเข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆอยู่เป็นประจำ จึงกล่าวได้ว่า ขณะนี้เป็นช่วงแห่งการส่งเสริม และสนับสนุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย อีกวิธีหนึ่งที่เป็นการกระตุ้นความแพร่หลายของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศแบบอ้อม คือ การพัฒนาระบบของภาครัฐให้ทันสมัยมากขึ้น คือนำเอาสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากโครงการ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด โครงการนี้ เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะเมื่อใดที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จ การติดต่อจัดซื้อจัดจ้างระหว่างหน่วยงานรัฐบาล กับ เอกชนจะต้องกระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น อาทิเช่น การยื่นประมูลสินค้าผ่านทางอีเมล์ หรือ การสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ เป็นต้น ดังนั้น หากธุรกิจใดไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ โอกาสทางการตลาดของธุรกิจนั้นในส่วนนี้ย่อมลดลงอย่างมาก

6. ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง
ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้

1.สำหรับผู้บริโภค

  • ได้รับความสะดวก ประหยัดเวลาในการซื้อสินค้าอย่างครบวงจร
  • มีสินค้าและบริการให้เลือกมากขึ้น
  • เลือกชมสินค้าได้ตลอดเวลา (24x7)
  • สามารถเปรียบเทียบราคาของสินค้า และรับทราบความคิดเห็นต่อสินค้า/บริการนั้นๆ ผ่านทางเว็บบอร์ดได้ก่อนตัดสินใจซื้อ
  • ได้สินค้าที่มีคุณภาพดี และราคายุติธรรม เพราะซื้อสินค้าโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
  • ได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วในกรณีที่สินค้านั้นสามารถส่งผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น เพลง และ ซอฟต์แวร์ เป็นต้น

2.สำหรับผู้ประกอบการ

  • เข้าถึงลูกค้าทั่วโลก
  • เพิ่มยอดขาย
  • ลดต้นทุน
  • บนอินเทอร์เน็ตผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสในการแข่งขันเท่าเทียมกับผู้ประกอบการรายใหญ่
  • ลดภาระสินค้าคงคลัง
  • ให้บริการและทำการตลาดต่อลูกค้ารายบุคคลได้
  • สถานที่ตั้งของบริษัทไม่เป็นข้อจำกัดในการดำเนินกิจการ
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการขายและการทำงานภายในสำนักงานโดยนำระบบสำนักงานอัตโนมัติ(Office Automation) มาใช้

3.สำหรับผู้ผลิต

  • เพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายมากขึ้น
  • เปิดตลาดใหม่
  • เพิ่มความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • ลดค่าใช้จ่ายและความผิดพลาดในเรื่องข้อมูลการซื้อขาย
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  • ลดภาระสินค้าคงคลัง
7. ข้อพึงระวังของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีอะไรบ้าง
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังมีข้อควรระวังอยู่พอสมควร ซึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องควรจะทราบดังต่อไปนี้
  1. สำหรับผู้บริโภค ในการซื้อสินค้า/บริการ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต 1-ควรเลือกใช้บริการเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีชื่อเสียงดี และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน 2-ควรพิจารณาในตัวสินค้า/บริการอย่างละเอียดรอบคอบ เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถจับต้องสินค้าได้โดยตรง 3-เนื้อหาบางเรื่องอาจขัดต่อขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และศีลธรรมอันดีของสังคมไทย
  2. สำหรับผู้ประกอบการ/ผู้ผลิต 1-ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน 2-เพื่อคอยป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีบุกรุกหรือทำความเสียหายต่อระบบและข้อมูลของลูกค้า 3-พ่อค้าคนกลางที่ทำธุรกิจรูปแบบเดิมอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะผู้ผลิตสามารถติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรง 4-มีความเสี่ยงสูง เพราะการแข่งขันสูง 5-ผู้ประกอบการต้องมีความคิดริเริ่มที่แตกต่างจากผู้อื่น 6-รอบอายุของสินค้าและบริการจะสั้นลงมาก ความรู้ด้านเทคโนโลยีมีความจำเป็นอย่างยิ่ง 6-การลงทุนเบื้องต้นอาจจะสูง คู่ค้าอาจจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จึงต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรม

8. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบ่งได้กี่ประเภท อะไรบ้าง
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดประเภทของการดำเนินธุรกิจออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
  1. Business-to-Business (B2B) คือ การทำธุรกรรมระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกันเอง เพื่อการค้าขาย การจัดการ การผลิตหรือวัตถุดิบ เช่น การสั่งซื้อสินค้าสำหรับห้างสรรพสินค้าจากผู้ผลิต หรือการสั่งซื้อชิ้นส่วนที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ตัวอย่างการดำเนินงานในประเทศไทย ได้แก่ ระบบการนำเข้าและส่งออกระหว่างคู่ค้าโดยใช้อีดีไอ (EDI) ผ่านกรมศุลกากร หรือการติดต่อธุรกิจระหว่างสำนักงานใหญ่และตัวแทนจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบ B2B นี้ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ
  2. Business-to-Consumer (B2C) คือ การทำธุรกรรมระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคโดยตรง เป็นการซื้อขายตามปกติ เพียงแต่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาแทน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกประเภทสามารถเริ่มหรือขยายฐานธุรกิจได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก
  3. Business-to-Government (B2G) คือ การทำธุรกรรมระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่รัฐบาลมีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างแพร่หลาย เช่นกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจะทำการประกาศและจัดซื้อครุภัณฑ์โดยใช้ระบบอีดีไอ ผู้ที่สนใจจะค้าขายด้วยนั้นต้องสามารถใช้ระบบอีดีไอในการรับส่งข้อมูลได้

9. โครงสร้างพื้นฐานของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยอะไรบ้าง
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะสมบูรณ์ได้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และองค์ประกอบหลักที่ครบถ้วน โดยในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วย
  1. Telecommunication Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม ควรมีอย่างเพียงพอและทั่วถึงในราคาที่ยอมรับได้ เพื่อให้การใช้งานสามารถกระจายออกไปได้ทั่วประเทศ เช่น โทรศัพท์ ระบบวงจรเช่า ใยแก้วนำแสง และระบบไร้สาย เป็นต้น
  2. Internet Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต โดยการใช้บริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ทั้งที่เป็นการใช้บริการแบบส่วนบุคคลและแบบองค์กร ทั้งที่เป็นระบบหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็มของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Dial Up Service) หรือแบบเช่าสายสื่อสาร (Leased Line) เพื่อให้สมาชิกภายในองค์กรใช้ร่วมกันผ่านเครือข่ายขององค์กรเอง
  3. Internet Software and Tools: ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้บนอินเทอร์เน็ต เช่น HTML, Java, ASP , และ DHTML เป็นต้น

องค์ประกอบหลักอื่น ๆ ได้แก่

  • ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง
  • เนื้อหาภายในเว็บไซต์ชัดเจนในเรื่องวัตถุประสงค์ในการขายสินค้า/บริการ
  • ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
  • มีความปลอดภัยในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า สามารถป้องกันผู้บุกรุกไม่ให้เข้ามาแก้ไขหรือทำลายข้อมูล
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้า/บริการ ว่าจะได้รับสินค้า/บริการแน่นอน และถ้าหากชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้ในการหาผลประโยชน์อื่น
  • มีทางเลือกในการชำระค่าสินค้า/บริการ ให้กับลูกค้าหลายๆ ทาง เช่น เงินสด บัตรเครดิต เช็คเงินสด ธนาณัติ หรือพัสดุเก็บเงินปลายทาง เป็นต้น
  • จัดส่งสินค้า/บริการให้ถึงมือลูกค้าด้วยความรวดเร็ว ระมัดระวัง และตรงต่อเวลา
  • มีทางเลือกในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้หลายๆทาง (คำนึงถึงความเหมาะสมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งด้วย)
  • ซอฟต์แวร์สำหรับการทำธุรกิจ เมื่อมีการทำเว็บไซต์แล้วควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เชื่อมต่อให้ครบวงจรทั้งระบบการชำระเงิน การนำข้อมูลมาใช้กับระบบภายในสำนักงาน (Back Office) การจัดการสินค้าคงคลัง การสั่งซื้อสินค้า และระบบการจัดส่ง เป็นต้น

10. e-Commerce กับ e-Business เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่า e-Business ก็คือ e-Commerce และมักใช้ 2 คำนี้แทนกันอยู่เสมอ ซึ่งในความจริงแล้วทั้งสองคำมีความหมายไม่เหมือนกันทีเดียว e-Business มีความหมายในขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึง การทำธุรกรรมทุกขั้นตอนในธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อขาย การติดต่อประสานงาน รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานด้วย ในขณะที่ e-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะเน้นเฉพาะการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่าน World Wide Web เท่านั้น จึงพูดได้ว่า e-Commerce เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ e-Business เท่านั้น

11. การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีอุปสรรคใดบ้าง
อุปสรรคในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในประเทศไทยคือ การที่ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ดีพอในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมักมองว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนที่ได้ไม่ชัดเจน อาจไม่คุ้มกับเงินลงทุนที่เสียไป จึงไม่กล้าที่จะนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้เข้ากับธุรกิจที่ตนมีอยู่
จากการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ประจำปี 2544 ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งจัดทำโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ พบว่า ในความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ปัญหาสำคัญ 3 อันดับแรกของอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความล่าช้าของการสื่อสาร การประกอบไปด้วยแหล่งยั่วยุทางเพศ และ การขาดความเชื่อถือในเรื่องของบริการเครือข่าย (เช่น ปัญหาการเชื่อมต่อยากหรือ ปัญหาสายหลุดบ่อย) ซึ่งข้อมูลโดยละเอียด สรุปได้ผลดังนี้

รูปที่ 1 ปัญหาที่สำคัญของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ที่มา: รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2544, สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

12. กรอบนโยบายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเป็นอย่างไร
ดูรายละเอียดที่หน้านโยบายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย www.ecommerce.or.th/framework.html
13. ภาพรวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเป็นอย่างไร
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยได้รับการพัฒนาทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สรุปภาพรวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ได้ดังนี้
บทบาทภาครัฐที่มีต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ภาครัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังจะเห็นได้จากผลงานที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้
  • การปฏิรูปการศึกษา โดยการออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้มีการคิดมากขึ้น และเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการเรียนรู้ (Child Center)
  • การระบุในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มาตรา 78 ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพัฒนา “โครงการพื้นฐานสารสนเทศ” (National Information Infrastructure : NII) ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
  • การดำเนินโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (SchoolNet) เพื่อเตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ทั่วโลกได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงค่าโทรศัพท์อัตราท้องถิ่น (3 บาท) เท่ากันทั่วประเทศ
  • การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software Park) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อใช้ภายในประเทศ อันจะเป็นการลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และในอนาคตยังสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมส่งออกได้
  • การจัดตั้งศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce Resource Center) เพื่อให้ดำเนินกิจกรรมสร้างความตื่นตัว และให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่ภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก และประชาชนทั่วไป รวมทั้งพัฒนาบุคลากรและการติดตามความก้าวหน้า เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพัฒนาการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก
  • การเร่งพัฒนากฎหมายที่จำเป็นเพื่อรองรับการเกิดและเติบโตของระบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ต้องอาศัยความรู้และปัญญาเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ซึ่งรวมถึงเรื่องลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

     จากการสำรวจจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย จำนวน 78,000 ครัวเรือนทั่วประเทศไทย ในระหว่างเดือน มกราคม-มีนาคม 2544 โดยความร่วมมือของเนคเทค และสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจน ระหว่างประชาชนในกรุงเทพมหานคร และประชาชนในส่วนอื่นๆ ของประเทศ พิจารณาได้จากสัดส่วนจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากร 100 คน ซึ่งสำหรับสัดส่วนนี้ของกรุงเทพมหานคร คือ 16.00 สูงกว่าสัดส่วนเดียวกันของพื้นที่อื่นๆ อย่างเด่นชัด และสูงกว่าสัดส่วนรวมของทั้งประเทศ คือ 5.64 ถึงเกือบ 3 เท่า นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบสัดส่วนดังกล่าวระหว่างในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ก็จะพบความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง กล่าวคือสัดส่วนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากร 100 คน สำหรับในเขตเทศบาลคือ 11.50 ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนนี้ของนอกเขตเทศบาลคือ 2.82 ถึงกว่า 4 เท่า

 

 

ตารางที่ 1.1 จำนวนประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของประเทศไทย

เขตการปกครองและภาค  จำนวนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ต
จำนวน ร้อยละ จำนวนผู้ใช้ต่อประชากร 100 คน
ทั่วประเทศ 3,536,001 100.0 5.64
-ในเขตเทศบาล 2,341,433 66.2 11.50
-นอกเขตเทศบาล 1,194,568 33.8 2.82
กรุงเทพมหานคร 1,234,542 34.9 16.00
ภาคกลาง (ไม่รวม กทม.) 830,389 23.5 5.85
ภาคเหนือ 516,114 14.6 4.57
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 559,193 15.8 2.64
ภาคใต้ 395,763 11.2 4.72


ที่มา: หนังสือรายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2544, สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

สถิติการจดทะเบียนโดเมนเนมสัญชาติไทย
     การจดทะเบียนโดเมนเนมสัญชาติไทย เช่น .co.th .or.th และ .in.th เป็นต้น เพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 40 ภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา จาก 6,515 ชื่อ เมื่อปลายเดือนธันวาคม ปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็น 8,924 ชื่อ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มกราคม 2545) อย่างไรก็ดี อัตราการเพิ่มขึ้นนี้น้อยกว่าอัตราการเพิ่มระหว่างเดือนธันวาคม ปี 2542-เดือนธันวาคม ปี 2543 ซึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 70 ที่มา: http:///www.thnic.net
วัตถุประสงค์ของการใช้อินเทอร์เน็ต
     วัตถุประสงค์หลักของการใช้อินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ เพื่อการติดต่อสื่อสาร และเพื่อการค้นหาข้อมูลข่าวสาร ด้านการติดต่อสื่อสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เว็บบอร์ด และการสนทนาในห้องสนทนา (Chat Room) ได้รับความนิยมมากที่สุด สำหรับการค้นหาข้อมูลข่าวสาร อินเทอร์เน็ตถูกใช้มากในการติดตามข่าว และดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ เพลง และเกมส์
ตารางที่ 1.2 วัตถุประสงค์ของการใช้อินเทอร์เน็ต (สำรวจเมื่อเดือนกันยายน-ตุลาคม 2544)

กิจกรรม ร้อยละ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail)
94.1
ค้นหาข้อมูล
91.1
ติดตามข่าว
71.3
เว็บบอร์ด
64.5
ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์
56.9
ชมสินค้า
52.3
สนทนา
50.5
ดาวน์โหลดเพลง
41.5

ที่มา: หนังสือรายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2544, สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

สินค้า/บริการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมซื้อบนเว็บไซต์
     หนังสือยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนอินเทอร์เน็ต เกินกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 57) ของกลุ่มตัวอย่างซื้อหนังสือบนอินเทอร์เน็ต ตามด้วยซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในสัดส่วนที่เท่ากันที่ร้อยละ 22 เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์จะเป็นสินค้าที่สามารถทำการจัดส่งได้ทั้งแบบกายภาพและแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่จากการสำรวจพบว่าการจัดส่งแบบกายภาพได้รับความนิยมมากกว่าการจัดส่งแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างมาก
ตารางที่ 1.3 สินค้า/บริการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมซื้อบนเว็บไซต์ (สำรวจเมื่อเดือนกันยายน-ตุลาคม 2544)
 

สินค้า/บริการ
ร้อยละ
หนังสือ
56.6
ซอฟต์แวร์ (ส่งพัสดุ)
22.6
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
22.2
ภาพยนตร์ (ส่งพัสดุ)
16.4
เพลง (ส่งพัสดุ)
13.5
ซอฟต์แวร์ (ส่งทางอินเทอร์เน็ต)
8.7
เครื่องใช้ไฟฟ้า
8.4
หนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
8.2
เครื่องแต่งกาย
6.2
ของเล่น
5.0
เครื่องแต่งบ้าน ,ของใช้ในบ้าน
2.8
เพลง (ส่งทางอินเทอร์เน็ต)
2.7
อาหาร
1.7
ภาพยนตร์ (ส่งทางอินเทอร์เน็ต)
1.6
ยารักษาโรค, ยาบำรุง
1.4
เครื่องสำอางหรือน้ำหอม
1.2
อื่นๆ
9.1

ที่มา: หนังสือรายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2544, สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

บุคลากรและการประกอบอาชีพในงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
      การประกอบอาชีพในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น เอื้ออำนวยต่อการประกอบเป็นธุรกิจส่วนตัว โดยผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งในเรื่องของการทำธุรกิจ และเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ด้านนี้นั้นยังมีไม่มากนัก จึงยังเป็นโอกาสให้กับบุคคลทั่วไปได้เข้ามาสู่ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี้ ในประเทศไทยเริ่มมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บ้างแล้ว

กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
     ขณะนี้พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2545 ซึ่งทำให้มีการรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอกับการทำเป็นหนังสือ คือการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนลายมือชื่อตามกฎหมายเดิมได้

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเวทีระหว่างประเทศ

      ในเวทีระหว่างประเทศ เช่น ASEAN APEC และ WTO ต่างให้ความสนใจกับการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์กรเหล่านั้น จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ข้อตกลงที่เกิดขึ้น เช่น ประเทศไทยได้จัดตั้ง e-Thailand ขึ้น(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน 7.2) รวมทั้งหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบเพื่อพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย อันได้แก่ ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 

 

 

 

14. ลักษณะธุรกิจที่พบบนอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมีอะไรบ้าง
      ใธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่พบในปัจจุบันมีมากมาย เมื่อสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างแล้วสามารถจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้
  1. ธุรกิจการสื่อสาร เป็นธุรกิจที่มีการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตกับธุรกิจสื่อสาร เช่น การใช้ e-Mail การโทรศัพท์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าโทรศัพท์ทางไกลธรรมดา และการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการประชุมทางไกล เป็นต้น
  2. ธุรกิจข้อมูลออนไลน์ เป็นธุรกิจที่นำเอาข่าวสารหรือบทความของตนเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับให้ผู้สนใจได้เรียกใช้ ซึ่งปัจจุบันยังให้บริการฟรี เช่น เครือวัฏจักร บริษัทคู่แข่ง จำกัด(มหาชน) เป็นต้น
  3. ธุรกิจโฆษณาบน World Wide Web เป็นธุรกิจการโฆษณาที่ใช้โฮมเพจเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ เพราะสามารถส่งข้อมูลไปถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคสามารถเปิดดูข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการตามความต้องการได้ทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาคือ บริษัทรับทำโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต
  4. ธุรกิจซื้อและจัดส่งสินค้าทางอินเทอร์เน็ต เป็นการขายสินค้าหลายชนิดที่อยู่ในรูปสื่อดิจิทัล เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพลง วีดีโอ ซึ่งเหมาะกับการขายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพราะสามารถทดลองตัวอย่างได้ และยังสามารถจัดส่งสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตโดยการดาวน์โหลด ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้รับสินค้าในเวลาอันรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งทางไปรษณีย์
  5. ธุรกิจการศึกษาทางไกล เป็นการลงทะเบียนการศึกษาโดยผู้เรียนสามารถศึกษาอยู่ที่บ้านของตนเองได้ และนับเป็นธุรกิจที่มีอนาคต หากสามารถสร้างหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเหมาะสมกับความสามารถทางเทคโนโลยี และคิดค่าใช้จ่ายไม่แพงเกินไปนัก ในประเทศไทยได้มีผู้นำมาใช้แล้ว เช่น โครงการหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
  6. ธุรกิจการค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Data Interchange (EDI) เป็นระบบการค้าแบบออนไลน์ระหว่างธุรกิจหนึ่งกับอีกธุรกิจหนึ่ง หรือหลายๆ ธุรกิจ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการค้าบนเอกสารสู่การค้าด้วยการส่งข้อมูลผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการออกแบบเอกสาร ส่วนใหญ่คือกลุ่มธุรกิจผู้ผลิต ผู้นำเข้าและผู้ส่งออก ธนาคาร ธุรกิจประกันภัย โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
  7. ธุรกิจซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นธุรกิจที่ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์ พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำด้านการลงทุนแก่นักลงทุนในแต่ละวัน หรือข้อมูลของแต่ละกิจการที่เข้ามาระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์
  8. ธุรกิจการเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นธุรกิจของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกสบายโดยการใช้บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรสมาร์ทการ์ด ซื้อสินค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเข้าสู่ลักษณะของการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย
  9. ธุรกิจทั่วไปที่มีการให้บริการหลังการขาย บริษัททั่วไปสามารถติดต่อให้บริการหลังการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการให้คำปรึกษาและตอบข้อซักถามได้ทั่วโลก คำถามที่มีผู้ถามบ่อยๆ ก็ควรจะรวบรวมเข้ามาไว้ในอินเทอร์เน็ตให้ลูกค้าเข้ามาหาคำตอบเองได้ แม้แต่เวลาที่ผู้เชี่ยวชาญไม่อยู่ในที่ทำงาน ลูกค้าก็สามารถทิ้งคำถามเอาไว้เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตอบในภายหลังได้
  10. ธุรกิจการพิมพ์ การจัดทำเอกสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเป็นการภายใน หรือหนังสือพิมพ์ และวารสารต่างๆ ล้วนใช้อินเทอร์เน็ตได้ทั้งสิ้น ในขณะนี้ ประเทศไทยก็มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ดำเนินการจัดพิมพ์ผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วด้วยเช่นกัน
  11. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ได้มีการนำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แม้แต่ในประเทศไทยเองก็มีการโฆษณาขายที่พักอาศัย ที่ดินโดยผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้สนใจอาจเรียกดูภาพทั้งภายในและภายนอกอาคาร ถ้าไม่สนใจจากภาพที่เห็นก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปดูของจริง และยังสามารถติดต่อสื่อสาร ตกลงราคา หรือตกลงซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก
  12. ธุรกิจศูนย์การค้าอินเทอร์เน็ต (Cybermall) เป็นธุรกิจการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อจากการศึกษาข้อมูลรายละเอียดของสินค้าที่ได้รับการรวบรวมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภาพของสินค้าที่ชัดเจนสวยงาม มีรายละเอียดของสินค้าที่ครบถ้วย ตลอดจนคุณสมบัติและราคา รวมทั้งการจัดส่ง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ
    ที่มา : อารีย์ มยังผล , ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
    ( http://www.ecommerce.or.th/doc/outsources/chap2.pdf)

15. แนวโน้มของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยในอนาคตเป็นอย่างไร
      ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านคาดการณ์ไว้ว่าอนาคตของเศรษฐกิจประเทศไทยจะอยู่ในรูปของ “เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้” (Knowledge-Based Economy) ซึ่งสามารถนิยามกว้างๆ ได้ว่า เป็น “เศรษฐกิจที่มีการผลิตความรู้ การกระจายความรู้ และการใช้ความรู้ เป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความเจริญให้กับสังคม สร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจ และสร้างงานให้กับประชาชน อย่างทั่วถึง” เศรษฐกิจบนฐานความรู้มิได้เน้นเฉพาะ “เศรษฐกิจใหม่” เท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับเศรษฐกิจโดยทั่วไป หรือ “เศรษฐกิจเก่า” ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้เช่นกัน อาทิ เช่น การประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อยกระดับผลิตผลทางการเกษตร หรือการใช้ความรู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งนี้โดยพึ่งพาการใช้ความรู้เป็นอาวุธสำคัญในการปรับกลยุทธ์ของทั้งเศรษฐกิจเก่าและเศรษฐกิจใหม่เป็นสำคัญ
สังคมหนึ่งๆที่สามารถเอื้อให้เศรษฐกิจบนฐานความรู้ก่อตัวขึ้นได้นั้น โดยมีแนวโน้มของการผลิต การกระจาย และการใช้ความคิดและความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือที่เรียกว่าสังคมที่มี “นวัตกรรม” (Innovation) นั่นเอง ในหลายประเทศที่มีการส่งเสริมด้านนวัตกรรม มักมีการลงทุนของสังคมในสามด้านหลัก คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทรัพยากรมนุษย์ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยย่อมต้องการให้เศรษฐกิจบ้านเราเป็นอย่างนั้นในอนาคต จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์มาโดยตลอด และแน่นอนว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น อนาคตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะเป็นไปในทิศทางใดยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่พอจะวิเคราะห์ในด้านต่างๆได้ดังนี้

เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
      การเข้ามาในตลาดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Services Provider หรือ ISP) อย่างเต็มตัว ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะทำให้การแข่งขันในตลาดสูงยิ่งขึ้น ค่าบริการอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มว่าจะลดลง การคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายรายเดือนจะได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การพัฒนาหาช่องทางใหม่ๆเพื่อการขนส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้นก็ยังคงดำเนินต่อไป เช่น การพัฒนา เคเบิล โมเด็ม (Cable Modem), Digital Subscriber Lines (DSL), และ Satellite Access อีกทั้ง Bandwidth หรือ ขนาดความกว้างของช่องสัญญาณของเครือข่ายสื่อสารจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป จากที่เคยเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น
การยอมรับในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะมีมากขึ้นเพราะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้นจากสื่อต่างๆที่ไม่จำกัดอยู่แต่คอมพิวเตอร์ เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่, PDA (Personal Digital Assistant) หรือ อุปกรณ์ใดๆที่ต่อกับ Smart Card บทบาทของ IDC (Internet Data Center) และ ASP (Application Services Provider) จะเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

สภาวะตลาด
      พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2C จะยังคงเติบโตขึ้นด้วยแรงผลักดันของการซื้อสินค้าหรือบริการในหมวดการท่องเที่ยว และคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับตลาด B2B คาดว่าจะขยายตัวสูงมาก โดยเฉพาะในด้านนำเข้าและส่งออก ความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการติดต่อกับคู่ค้าจะเป็นตัวทำให้การถ่ายเทสินค้าคงคลังทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ความรู้ด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) หรือ การจัดระบบขนส่งสินค้า จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ประกอบการ
      ความตื่นตัวและความรู้ความเข้าใจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะมีมากขึ้นและแพร่กระจายไปยังภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้บริโภคจะกลายเป็นผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมากขึ้น e-Procurement (ระบบการจัดซื้อจัดจ้างผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์) ของภาครัฐจะมีบทบาทมากขึ้น และจะเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำธุรกรรมกับภาครัฐให้ทำการต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตและใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือสำคัญ นอกจากนี้การสนับสนุนต่างๆจากภาครัฐจะปรากฎเห็นเด่นชัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการบ่มเพาะ (Incubation) ธุรกิจใหม่ หรือ การเงินในธุรกิจที่มีความเสี่ยง (Venture Capital) หรือ การร่วมมือกับเอกชนจากสาขาต่างๆในการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น สิ่งทอ การเกษตร และ ท่องเที่ยว เป็นต้น

ผู้บริโภค
      การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะมีมากขึ้น เพราะแนวโน้มของค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และค่าบริการอินเทอร์เน็ตลดลง ความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะมีมากขึ้น แผนการตลาดจะเน้นที่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (1-to-1) ที่แต่ละเว็บไซต์พยายามที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายให้มากที่สุด ประเภทของสินค้าจะมีให้เลือกมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของไทย ที่จะได้รับการผลักดันอย่างมากจากรัฐบาลภายใต้โครงการ ”หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” (http://www.thaitambon.com)

 


IBM Mark meaning and disclaimers.

IBM and e-business Mark are TM's of IBM Corp.

บริษัท เอ็ม เอ เอส เน็ตเวิร์ค จำกัด
- 56/37 หมู่.6 ถ.สุขประยูร ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม
- จ.ชลบุรี 20140 โทร/แฟกซ์ : 038-463227,09-8323189
- ดูแลลูกค้าsupport@masnetwork.co.th

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 720000300001 0 

ยินดีรับบัตร เครดิต