|
|
|
โครงสร้างพื้นฐาน (ระบบเครือข่าย มาตรฐาน บุคลากร
การวิจัยและพัฒนา)
|
1.
เทคโนโลยีเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยอะไรบ้าง |
เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ได้แก่
-
การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Data Interchange หรือ EDI) คือ
การส่งผ่านเอกสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
โดยทางผู้ส่งและผู้รับจะติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างกันทางธุรกิจ
โดยมีแบบที่เป็นมาตรฐานที่กำหนดร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น มาตรฐานของ UN/EDIFACT หรือ ANSI
X.12
- รหัสแท่ง
(Bar Codes) คือ
การใช้ระบบอัตโนมัติของคอมพิวเตอร์ในการกำหนดเลขทะเบียนสินค้าให้มีโค้ดที่แตกต่างกันในแต่ละสินค้า
ซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถทำให้สะท้อนได้ไวต่อแสงเลเซอร์
เพื่อใช้ในการตรวจเช็คสต็อกสินค้า
-
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail) คือ
การส่งข้อความสำหรับบุคคลต่อบุคคลจากผู้ส่งข่าวให้แก่ผู้รับผ่านทางอินเทอร์เน็ต
-
อินเทอร์เน็ต คือ
การแพร่กระจายของเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป
ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างบุคคลและธุรกิจ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
ยิ่งมีผู้ใช้มากขึ้นก็ทำให้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีประโยชน์มากขึ้น
- World
Wide Web คือ
การสะสมรวบรวมเอกสารและรหัสไว้ด้วยภาษา HyperText
Markup Language (HTML) โดยชิ้นส่วนเล็กๆ
ของซอฟต์แวร์เรียกว่า บราวเซอร์ (Browser)
ที่สามารถรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายทั้งเนื้อหาสาระ
รูปภาพ และเสียง
เข้าด้วยกันและเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก
เป็นอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้
- Product
Data Exchange หมายถึง
ข้อมูลของสินค้าที่ถูกเก็บรวบรวมไว้อย่างละเอียดไม่ว่าในรูปแบบของกราฟ
รูปภาพ ตัวหนังสือหรือตัวเลข
ข้อมูลสินค้าที่นิยมใส่ ได้แก่
ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต
และผลการทดสอบ เป็นต้น
-
Electronic Forms คือ การใช้รูปแบบการกรอกข้อความ
แบบฟอร์มต่างๆ ในแผ่นกระดาษธรรมดา
มาใช้ในการกรอกข้อความลงบนจอคอมพิวเตอร์
เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างของกิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
-
การค้าขายสินค้าและบริการโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Trading of Goods and Services)
-
การจัดส่งข้อมูลทุกประเภทและสาระความรู้ใดๆ
ในรูปสัญญาณดิจิทัล โดยผ่านเครือข่ายออนไลน์
-
การโอนเงินทุกชนิดที่กระทำโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Funds Transfer)
-
การแลกเปลี่ยนและซื้อขายหุ้นโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Share Trading)
-
การประมูลซื้อขายโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(On-line Commercial Auctions)
-
การร่วมมือกันออกแบบวางแผนเพื่อการผลิตหรือการบริการโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
-
การแสวงหาแหล่งสินค้าและการจัดซื้อสินค้าโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
-
การโฆษณาประชาสัมพันธ์และการทำการตลาด
แสวงหาลูกค้า โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ
|
|
2.
ทำไมอินเตอร์เน็ตจึงแตกต่างจากคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเทคโนโลยีอื่นๆ |
|
อินเทอร์เน็ตแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสื่อสารอื่นๆ
ด้วยกัน 2 ประการคือ ประการแรก
อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการติดต่อ 2 ทิศทาง
ระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างครบวงจร และประการที่สอง
อินเทอร์เน็ตมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน
ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ในหลายๆ
ระบบสามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลถึงกันได้
ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว
ที่ทำให้บุคคลสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
หากแต่ยังมีเครื่องมือสื่อสารชนิดอื่น อาทิ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ PDA หรือ โทรทัศน์ (WebTV)
ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์
อินเทอร์เน็ตนั้นมีส่วนคล้ายคลึงกับเครือข่ายโทรศัพท์
หากแต่อินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ยุ่งยากสับสนเป็นไปได้โดยง่ายกว่า
|
|
3.
สื่ออินเทอร์เน็ตมีความพิเศษกว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
อย่างไร |
|
สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
ที่นิยมใช้กันมาก่อนอินเทอร์เน็ต เช่น โทรศัพท์ หรือ
โทรสาร นั้นต่างมีข้อจำกัดทางเทคนิคและ
ต้นทุนในการใช้งานสูง
แต่อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อธุรกิจที่สามารถรองรับการประกอบธุรกรรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกขั้นตอน
นั่นคือ การค้นหาสินค้า การสั่งซื้อ การชำระเงิน
และการนำส่งสินค้าและบริการ
กล่าวได้ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีความพิเศษอยู่ที่ความหลากหลายและยืดหยุ่น
เนื่องจาก
ประการแรกลักษณะธุรกรรมที่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและองค์กร
โดยมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและระยะทางน้อย ประการที่สอง
ลักษณะการสื่อสารแบบสื่อประสม
ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
อินเทอร์เน็ตจึงสามารถลดข้อจำกัดในการสื่อสารที่มีอยู่ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบเดิม
ทั้งยังช่วยเชื่อมประสานสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมที่มีอยู่หลายประเภทให้เข้ามาเป็นระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ได้
ที่สำคัญคือ
การนำส่งสินค้าหรือบริการจากผู้ผลิตหรือผู้ขายถึงผู้ซื้อโดยตรงโดยการส่งสัญญาณดิจิทัลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น
นับเป็นลักษณะที่พิเศษที่สุดของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนอินเทอร์เน็ต
|
|
4. EDI คืออะไร |
ในเชิงเทคนิค EDI (Electronic Data Interchange)
หมายถึง
การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีรูปแบบมาตรฐานผ่านทางคอมพิวเคอร์ระหว่างองค์กร
สำหรับ EDI ที่นำมาใช้ในธุรกิจ
จะหมายถึงการแลกเปลี่ยนเอกสารธุรกิจในรูปแบบมาตรฐานทางอิเล็กทรอนิกส์
สิ่งสำคัญของ EDI
ก็คือการส่งที่มีการกำหนดมาตรฐานใช้งานร่วมกัน
มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมาก
ซึ่งมีผลโดยตรงกับความสามารถที่จะทำให้ Application
ขององค์กรเชื่อมต่อกับ Application ของคู่ค้าได้
ในปัจจุบันมีมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับกลุ่มต่างๆอยู่หลายมาตรฐาน
การเลือกใช้มาตรฐานที่เป็นสากลจะสามารถทำให้สามารถทำการเชื่อมต่อกับคู่ค้าอื่นๆได้ในอนาคต
โดยไม่ต้องทำการปรับปรุงภายหลัง
ซึ่งมาตรฐานที่เป็นสากลและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกก็คือ
ANSI X 12 ใช้ในอเมริกาและอีกมาตรฐานคือ UN/EDIFACT
ใช้ในส่วนอื่นๆ
หลังจากได้มีการตกลงกันระหว่างคู่ค้าแล้วว่าจะทำการแลกเปลี่ยนเอกสารอะไรกันบ้าง
ทำการติดตั้งอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของระบบอีดีไอ
อุปกรณ์พื้นฐานประกอบไปด้วย คอมพิวเตอร์ โมเด็ม
และจัดหาผู้ให้บริการ EDI
ติดตั้งซอฟต์แวร์ใช้งานซึ่งประกอบไปด้วย Application
Program คือโปรแกรม ที่ใช้งานทั่วไปในบริษัทและ
Translator Program คือโปรแกรม
ที่ทำหน้าที่แปลงระหว่างข้อมูลตามมาตรฐาน EDI
กับข้อมูลตามความต้องการของ Application Program
EDI
เริ่มต้นด้วยผู้ส่งทำการคีย์ข้อมูลที่ต้องการส่งลงบน
Application Program หลังจากนั้นโปรแกรม EDI
Translator จะดึงและแปลงข้อมูลในรูปแบบของโปรแกรมภายใน
(Internal Formatted Data)
จากโปรแกรมประยุกต์ของบริษัทผู้ส่งให้เป็นข้อมูลในรูปแบบมาตรฐาน
EDI (EDI Formatted Data) ข้อมูลในรูปแบบมาตรฐาน EDI
นั้นจะถูกส่งไปยังผู้ให้บริการเครือข่าย EDI (EDI
Network Service)
ซึ่งข้อมูลนั้นจะถูกจัดเรียงและส่งเข้าไปยังตู้จดหมายของผู้รับ
เมื่อผู้รับ Log on
เข้าไปในตู้จดหมายและทำการดึงข้อมูลนั้นไปยังระบบของตน
หลังจากนั้นโปรแกรม EDI Translator
ทำการแปลงข้อมูลในรูปแบบมาตรฐาน EDI
ให้เป็นข้อมูลในรูปแบบของโปรแกรมประยุกต์ของบริษัทผู้รับ
สำหรับการทำงานต่อไป
 |
|
5. WAP คืออะไร |
คนส่วนมากมักเข้าใจผิด ว่า WAP (Wireless Application
Protocol) เป็นการใช้อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งจริงๆแล้ว WAP คือ
เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ไร้สายประเภทอื่น
เช่น PDA หรือ
เพจเจอร์สามารถเชื่อมโยงต่อเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต,
อินทราเน็ต (Intranet) หรือแม้แต่ Corporate Network
ได้
จึงทำให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถรับส่งข้อมูลบนระบบเครือข่ายได้ในระดับหนึ่ง
หลักในการทำงานทั่วๆไปของ WAP และ WWW
มีความใกล้เคียงกันอยู่มากแต่สิ่งที่แตกต่างมากที่สุด
คือการทำงานบน WWW
นั้นจะใช้สมมติฐานว่าทุกๆองค์ประกอบของ WWW
ทำงานอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน
นั่นก็คือบนเครือข่ายแบบมีสาย (Fixed Network) นั่นเอง
แต่ในขณะที่ WAP มีสองสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน
คือมีทั้งในส่วนของเครือข่ายแบบมีสาย
และเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless Network) หรือ
เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Network)
และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่นี่เองที่เป็นตัวปัญหา
ให้มาตรฐานบางอย่างของ WWW ไม่สามารถนำมาใช้กับ WAP
ได้ ที่สำคัญที่สุดได้แก่รูปแบบของข้อมูล (Content
Format) ใน WWW ข้อมูลที่ผู้ชมเห็นจะอยู่ในรูปของ HTML
(HyperText Markup Language) และ JavaScript แต่
สำหรับ WAP แล้วข้อมูลจะอยู่ในรูปของ WML (Wireless
Markup Language) และ WMLScript
รูปแบบของรูปภาพก็ยังแตกต่างกันด้วย WBMP (Wireless
Bitmap)จะเป็นตัวที่ใช้ในการแสดงรูปภาพต่างๆ บน WAP
ส่วนบน WWW จะใช้ GIF หรือ JPEG
ที่มา: W@P The World in Your
Hand, นิรันดร ทนงศักดิ์มนตรี, ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2543,
หน้า 15
 |
|
6.
สถานภาพการโทรคมนาคมในปัจจุบันเป็นของประเทศไทยอย่างไร |
ตารางที่
2.1 สถานภาพการให้บริการโทรศัพท์ในประเทศ ของ
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (มิถุนายน 2545)
|
บริการของ ทศท.
|
จำนวนเลขหมาย
|
|
เลขหมายโทรศัพท์ที่มี |
7,867,118 |
เลขหมายโทรศัพท์ที่มีผู้เช่า
|
6,400,088 |
จำนวนเลขหมายที่มีต่อประชากร 100 คน
|
12.58 |
จำนวนเลขหมายที่มีผู้เช่าต่อประชากร 100
คน
|
10.24 |
ที่มา : http://www.tot.co.th/index.php
|
|
7.
สถานภาพปัจจุบันของโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างไร
|
|
ตารางที่
2.2 โครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต (ข้อมูล
ณ วันที่ 2 กันยายน 2545 ยกเว้นระบุเป็นอย่างอื่น)
|
ดัชนี |
ปริมาณ |
หมายเหตุ |
|
จำนวนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์
(Commercial Internet Service Providers) |
18
ราย |
A-Net, Asia Access, AsiaNet, CS-Coms, CWN,
FarEast,IDN,JI-Net, Internet Thailand, KSC,
Line Thai, Loxinfo, Samart, SGA, WorldNet,
EZNet, RoyNet, CWT |
|
จำนวนศูนย์บริการเชิงอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไม่ทำเพื่อ
การพาณิชย์ (Non-Commercial Internet Hub) |
4+1
ศูนย์ |
การศึกษา : Scoolet, UniNet,PubNet, ThaiSarn
เพื่อภาครัฐ : สบทร. (GITS) |
|
จำนวนศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในประเทศ
(Domestic Internet Exchanges) |
2
ศูนย์ |
National Internet Exchange (NIX) และ
Internet Information Research (IIR) |
ปริมาณความสามารถสูงสุดในการถ่ายเทข้อมูลระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ
(International Bandwidth)
- การดึงข้อมูลมายังประเทศไทย (in)
- การดึงข้อมูลออกจากประเทศไทย (out)
|
846.181 Mbps
810.181 Mbps
|
เมื่อ 2 ก.ย. 2545
|
|
จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet Users From
National Statistical Office and NITC) |
3,536,001 คน |
5.64/100 คน (เมื่อ มี.ค. 2544) |
|
จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ลงทะเบียนอินเทอร์เน็ตภายใต้โดเมนสัญชาติไทย
(.th) (Internet Hosts under .th top-level
domain) |
71,955 เครื่อง |
11.7
เครื่อง/10,000 คน (เมื่อ 1 พ.ค. 2543) |
|
จำนวนโดเมนสัญชาติไทย (Internet Domains under
.th) |
8,924 ชื่อ |
เมื่อ 13 ม.ค. 2545 |
|
จำนวนโรงเรียนที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย
SchoolNet |
4,558 แห่ง |
เมื่อ 2 ก.ย. 2545 |
|
Class-C IP numbers |
0 |
เมื่อ 1 ก.พ. 2545 |
|
จำนวนเว็บไซต์ กระทรวง ทบวง กรม |
16
กระทรวง หรือเทียบเท่า และ 158 กรม |
ที่มา: www.gdir.gits.net.th
|
ที่มา : http://ntl.nectec.or.th/internet/index.html

รูปที่ 1
เปรียบเทียบขนาดความจุสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
(International Bandwidth) ในแต่ละเดือนในระยะเวลา 5
ปีที่ผ่านมา (source:
http://ntl.nectec.or.th/internet/int-bandwidth.html)

รูปที่ 2
แผนที่แสดงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของประเทศไทย
(source:
http://www.ntl.nectec.or.th/internet/map/current.html)
-
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต:
จากแผนภาพแสดงถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเะทศไทยซึ่งประกอบด้วยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์จำนวน
18 ราย คือ A-Net, Asia Access, AsiaNet, CS-Coms,
CWN, FarEast,IDN,JI-Net, Internet Thailand, KSC,
Line Thai, Loxinfo, Samart, SGA, WorldNet,
EZNet, RoyNet, CWT
และศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยจำนวน
5 ศูนย์ ได้แก่ SchoolNet, UniNet,PubNet,
ThaiSarn และ GITS
-
การแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในประเทศ
:
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันภายในประเทศโดยเชื่อมโยงผ่าน
ศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในประเทศ
(Domestic Internet Exchange) ซึ่งมี 2 แห่งคือ
National Internet Exchange (NIX)
เพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ซึ่งดูแลโดย กสท. และ
Internet Information Research (IIR)
เพื่อการศึกษาวิจัยได้แก่
การจัดทำเส้นทางการเชื่มโยงข้อมูลและนับสถิติไหลเวียนของข้อมูลเสนอเป็นรายงานสาธารณะซึ่งดูแลโดยเนคเทค
ปริมาณข้อมูลที่หมุนเวียนผ่าน IIR ต่อวัน 1,476
พันล้านไบต์ หรือคิดเป็น 143.4 ล้านไบต์ต่อวัน
(ข้อมูลเมื่อ 1 มี.ค. 2545)
-
การเชื่อมโยงกับต่างประเทศ: มี 2
ทางเลือกคือ เชื่อมต่อกับ International Internet
Gateway (IIG) แล้วออกไปยังวงจรอิน
เทอร์เน็ตต่างประเทศอีกทีหนึ่ง
หรือเชื่อมต่อวงจรอินเทอร์เน็ตต่างประเทศโดยตรง
ซึ่งมีความสามารถในการดึงข้อมูลมายังประเทศไทยได้สูงสุด
645.5 Mbps
และมีความสามารถในการดึงข้อมูลออกจากประเทศไทยได้สูงสุด
530.5 Mbps (ข้อมูลเมื่อ 3 ม.ค. 2545)
 |
|
8.
การพัฒนาเว็บไซต์ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรบ้าง |
การจะสร้างเว็บไซต์ให้น่าสนใจ
สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการของเรานั้น
ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายๆอย่างในการสร้างสรรค์ ได้แก่
- Browser
(โปรแกรมที่ใช้เรียกดูข้อมูลตลอดจนบริการต่างๆ
บนเครือข่าย World Wide Web) ที่นิยมใช้ ได้แก่
Netscape และ Internet Explorer
-
เครื่องมือซอฟต์แวร์ในการสร้างเว็บ
1.Web Authoring Tools เป็นโปรแกรมสร้างเว็บ
ช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างเว็บเพจ
ซึ่งโปรแกรมประเภทนี้ โดยมากไม่จำเป็นต้องทราบ
HTML ก็สามารถสร้างเว็บได้ เช่น Frontpage,
GoLive, และ Dream Weaver
2.Visual Programming Tools
เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การเขียนโปรแกรมทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
ด้วยลักษณะของ Interface เช่น Delphi, Visual
Basic, และ Visual C++
-
ภาษาในการสร้างเว็บ
1.Markup Language คือ
ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งของคอมพิวเตอร์
ที่ต้องมีการกำหนด Tag เปิดปิด
เพื่อแสดงผลลัพธ์ในลักษณะของเว็บเพจ
ซึ่งสามารถแสดงผลได้ในรูปแบบต่างๆ
ไม่ว่าเป็นภาพกราฟิก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง
เช่น HTML, Dynamic HTML, VRML, SGML, และ XML
2.Scripting คือ ส่วนของโปรแกรมที่แทรกเข้าไป
เพื่อประโยชน์ในการใช้งาน เช่น CGI Script, Java,
Java Applet, JavaScript, VBScript, C++, Perl,
และ Active X
 |
|
9.
ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีใครบ้าง |
1.ผู้ให้บริการจดทะเบียนการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์นั้นมีหน่วยงานดูแลเพื่อไม่ให้เกิดการจดชื่อที่ซ้ำซ้อนกัน
แต่เดิมมีหน่วยงานในการกำหนดหมายเลข IP
ให้เครือข่ายทั่วโลก คือ InterNIC (International
Network Information Center)
แต่ต่อมามีการแบ่งออกเป็นภูมิภาค เช่น APNIC
สำหรับกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก
อย่างไรก็ดีคนส่วนใหญ่ยังนิยมที่จะจดโดเมนเป็น .com
ที่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรงกับ Network Solutions
สำหรับประเทศไทยมีหน่วยงานที่ให้บริการจดทะเบียนโดเมนภายใต้ชื่อ
th คือ THNIC (Thailand Network Information Center)
ซึ่งปัจจุบันมีโดเมนเนมที่ให้บริการอยู่ ดังนี้ ac.th,
co.th, go.th, in.th, mi.th, net.th, และ or.th.
(สำหรับความหมายของแต่ละโดเมนเนมดูเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ
5.20)
2. ผู้ให้บริการระบบสื่อสาร
การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผูกขาดบริการการสื่อสารระหว่างประเทศ
และเป็นผู้ที่ให้สัมปทานการให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ
แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีองค์กรใหม่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลควบคุมในส่วนนี้แทน
คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
องค์การโทรศัพท์และเอกชนผู้ให้บริการสื่อสารเชื่อมต่อภายในประเทศ
เป็นผู้ให้บริการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้หรือองค์กรกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
ผู้ให้บริการการสื่อสารภายในประเทศเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการเติบโตของอินเทอร์เน็ตประเทศไทย
3. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)
มีทั้งที่เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษาและวิจัย
อย่างเช่น UNINET และ Thaisan-Internet
และผู้ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยให้เป็นผู้บริการอินเทอร์เน็ตกับบริษัท
ห้างร้านและบุคคลทั่วไป
หน้าที่หลักของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตคือ
เชื่อมโยงผู้รับบริการเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ได้แก่ การให้บริการอีเมล์ และ
การให้บริการเช่าพื้นที่เว็บไซต์สำหรับการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เป็นต้น
4. ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศประยุกต์
Application Service Provider: ASP
คือผู้ให้บริการระบบสารสนเทศทางธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ลูกค้าต้องการ
การให้บริการดังกล่าวนี้อาจรวมถึง
การให้คำปรึกษาทางด้านการวิเคราะห์ความต้องการด้านระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจของลูกค้า
การวิเคราะห์ออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศให้ลูกค้า
รวมทั้งการติดตั้งและดูแลระบบนั้นๆ ด้วย การให้บริการ
ASP นี้จึงอาจมีลักษณะเป็นแบบครบวงจร
โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปติดต่อว่าจ้างที่อื่นอีกก็ได้
5. ผู้ให้บริการเว็บ โฮสติ้ง (Web Hosting)
ผู้ให้บริการเว็บ
โฮสติ้งเป็นผู้ที่ให้บริการเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลในการนำเสนอเว็บไซต์ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังไม่มีระบบเครือข่ายเป็นของตัวเอง
และยังไม่ต้องการที่จะลงทุนในเรื่องของระบบสื่อสารและระบบคอมพิวเตอร์
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเว็บ
โฮสติ้งมักเป็นผู้เช่าบริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอีกขั้นหนึ่ง
อีกทั้งยังให้บริการรับเป็นนายหน้าในการจดทะเบียนโดเมนเนมด้วย
6.ผู้ให้บริการเพื่อการแลกเปลี่ยนธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบอีดีไอ
(EDI)
EDI
คือระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
โดยข้อมูลธุรกรรมจะอยู่ในรูปแบบฟอร์มมาตรฐาน เช่น
ในรูปฟอร์มมาตรฐานที่กำหนดโดนหน่วยงานสหประชาชาติที่เรียกว่า
UN/EDIFACT
เทคโนโลยีอีดีไอนี้ได้มีการใช้งานมาตั้งแต่ปี 1960
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในปัจจุบันประเทศไทยก็มีการใช้ระบบอีดีไอในการดำเนินการด้านการซื้อขาย
โดยศุลกากรเป็นผู้ผลักดัน
ในอดีตระบบอีดีไอ
มักจะใช้งานอยู่บนเครือข่ายเฉพาะกิจและใช้เทคโนโลยีที่มีความจำเพาะจึงทำให้มีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีราคาถูกลง
ประกอบกับการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นมาตรฐานที่กว้างขวางขึ้น
การส่งผ่านข้อมูลธุรกรรมผ่านเครือข่ายอีดีไอเริ่มเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ประโยชน์ของการใช้งานจึงกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ที่มา : ยืน ภู่วรวรรณ และสมชาย
นำประเสริฐชัย , บนเส้นทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หน้า
62-66
 |
|
10. จะเลือก ISP
ที่เหมาะสมสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างไร |
หลักเกณฑ์ในการเลือก ISP ที่จะใช้บริการ ได้แก่
-
Software support พิจารณาว่า ISP รายนั้น
มีซอฟต์แวร์สำหรับการประกอบ
มีระบบรักษาความปลอดภัย
การบริการด้านรับรองลายมือชื่อดิจิทัล
เตรียมระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ไว้ให้เราอย่างไรบ้าง
-
Hardware support พิจารณาว่า ISP นั้นๆ
มีเทคโนโลยี วิธีการจัดการ
และการสำรองข้อมูลเป็นเช่นไร รวมทั้งเครื่อง
Server
ของเขามีความสามารถเพียงพอกับการทำธุรกรรมของเราหรือไม่
สามารถสอบถามชื่อและเว็บไซต์ที่อยู่ของลูกค้าที่กำลังทำธุรกรรมอยู่ได้
ใน 1
ชั่วโมงสามารถรองรับการทำธุรกรรมได้เป็นจำนวนเท่าใด
และปัจจุบันมีจำนวนการทำธุรกรรมเป็นเท่าใด
-
Network support
ความเร็วของช่องทางการสื่อสารที่ ISP
ให้บริการอยู่นั้นเพียงพอต่อความต้องการของเราหรือไม่
และในแต่ละ line มี Server
ติดตั้งอยู่เป็นจำนวนเท่าใด ทางที่ดีคือ
ไม่ควรจะมีเกิน 6 เว็บไซต์ต่อ Server 1 เครื่อง
และถ้าหากว่ากิจการของเรามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทาง
ISP
มีวิธีการจัดการให้ลูกค้าทั้งหมดของเราเข้ามาใช้งานระบบได้อย่างถูกต้อง
ปลอดภัย เป็นเช่นไร
ทั้งนี้ควรระบุไว้ในข้อตกลงด้วยว่าทาง ISP
จะขยับขยายให้เราด้วย
-
Experience
เนื่องจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นเรื่องใหม่
เราต้องมั่นใจว่า ISP
ที่เราเลือกนั้นมีประสบการณ์และดูจากบันทึกการให้บริการในรายชั่วโมงของบริษัทที่เข้ามาใช้บริการของ
ISP
และต้องหาบุคคลหรือบริษัทที่ให้คำปรึกษาในยามที่เกิดปัญหาขึ้นมาไว้ด้วย
 |
|
11. ISP ในประเทศไทยใด
มีจำนวนเท่าใดและมีรายใดบ้าง |
|
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์จำนวน
18 ราย ได้แก่ A-Net, Asia Access, AsiaNet, CS-Coms,
CWN, FarEast, IDN, JI-Net, Internet Thailand, KSC,
Line Thai, Loxinfo, Samart, SGA, WorldNet, EZNet,
RoyNet, และ CWT
และศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยจำนวน
5 ศูนย์ ได้แก่ Scoolet, UniNet,PubNet, ThaiSarn และ
GITSปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์จำนวน
18 ราย ได้แก่ A-Net, Asia Access, AsiaNet, CS-Coms,
CWN, FarEast, IDN, JI-Net, Internet Thailand, KSC,
Line Thai, Loxinfo, Samart, SGA, WorldNet, EZNet,
RoyNet, และ CWT
และศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยจำนวน
5 ศูนย์ ได้แก่ Scoolet, UniNet,PubNet, ThaiSarn และ
GITS
 |
|
12. IDC คืออะไร |
IDC หรือ
Internet Data Center
คือองค์กรที่ให้บริการคุ้มครองเก็บรักษาข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์แก่ลูกค้า
วิธีการเก็บรักษาอาจทำได้โดยการให้เช่าเนื้อที่บางส่วนของเซิร์ฟเวอร์
(Web Hosting) ให้เช่าเนื้อที่ทั้งหมดของเซิร์ฟเวอร์
(Dedicated Server) หรือ
รับเอาเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของลูกค้ามาเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์
(Co-Location) โดยจุดขายของบริการประเภทนี้จะอยู่ที่
โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและการดูแลอย่างเข้มงวด
เช่น ระบบกำลังไฟฟ้าสำรอง ระบบดับเพลิงโดยไม่ใช้น้ำ
ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
วิศวกรที่ตรวจตราระบบตลอดเวลา
เพื่อรับรองความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าในทุกสถานการณ์
ตัวอย่างรายชื่อ IDC ในประเทศไทย ได้แก่
- บริษัท
อาร์คไซเบอร์ จำกัด http://www.arccyber.com
- บริษัท
ชินบรอดแบนด์ จำกัด http://www.shinbroadband.com
- บริษัท
ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด
http://www.d1asia.co.th
- บริษัท
พอยท์เอเชีย อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซนเตอร์
(ประเทศไทย) จำกัด http://www.pointasiaidc.com
|
|
13. ASP คืออะไร |
ASP หรือ
Application Service Provider คือ
ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศทางธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ลูกค้าต้องการ
การให้บริการดังกล่าวนี้อาจรวมถึง
การให้คำปรึกษาทางด้านการวิเคราะห์ความต้องการด้านระบบสารสนเทศที่สอดคลองกับความต้องการทางธุรกิจของลูกค้า
การวิเคราะห์ออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศให้ลูกค้า
รวมทั้งการติดตั้งและดูแลระบบสารสนเทศนั้นๆ ด้วย
การให้บริการ ASP นี้อาจมีลักษณะเป็นแบบครบวงจร
โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปติดต่อว่าจ้างที่อื่นอีกก็ได้
ตัวอย่าง ASP ในประเทศไทย ได้แก่
- บริษัท
ไวล์ด เดสทิเนชั่น จำกัด http://www.thaibiz.com
- บริษัท
ดาต้าแมท จำกัด http://www.datamat.co.th
- บริษัท
เมโทรซิสเต็ม จำกัด
http://www.metrosystems.co.th
|
|
14.
การพัฒนาบุคลากรในสาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีความคืบหน้าอย่างไร |
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ทำให้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกรรมทางการค้าเป็นอย่างมาก
ส่งผลให้รูปแบบและวิธีการดำเนินงานของคนเปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
ทรัพยากรบุคคลจึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ
และทักษะที่เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีและกระบวนการทางธุรกิจควบคู่กันไป
จึงจะสามารถก้าวทันเทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ
มีความรู้ความชำนาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารควบคู่ไปกับทักษะด้านธุรกิจจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีหลายรูปแบบ
เช่น
การเรียนการสอนในชั้นเรียนของสถาบันการศึกษาของภาครัฐหรือเอกชน
(หรือที่เรียกว่าการศึกษาในระบบ Formal Education)
การฝึกอบรม การสัมมนา โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ
โครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานเอกชน
และ การศึกษาด้วยตนเองผ่านสื่อการเรียนการสอนต่างๆ
เป็นต้น
ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่ในการผลิตบุคลากรด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เห็นได้จากการจัดอบรม
สัมมนาเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านมา
อีกทั้งยังเป็นศูนย์ประสานงานของศูนย์ฝึกอบรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเอเปค
(APEC Electronic Commerce Training Center) อีกด้วย
ความต้องการบุคลากรด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
บัณฑิตที่จบจากการศึกษาด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะมีตลาดงานที่ดีรองรับในอนาคต
เนื่องจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กำลังเป็นที่นิยมและคาดว่าจะอยู่ในความสนใจไปอีกระยะหนึ่ง
เพราะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
และมีแนวโน้มในอนาคตว่าการทำธุรกรรมทุกอย่างจะต้องผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทบทั้งสิ้น
และผู้ที่จบการศึกษาในหลักสูตรนี้จะมีข้อได้เปรียบมากกว่าผู้ที่จบด้านบริหารทั่วไป
เพราะได้ศึกษาในหลายๆสาขาวิชาด้วยกัน เช่น การตลาด
อินเทอร์เน็ต การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ส่วนเรื่องของโอกาสในการจ้างงานของบัณฑิตที่จบหลักสูตรนี้ขึ้นอยู่กับผู้เรียนและเนื้อหาวิชาและแนวคิดของแต่ละหลักสูตร
ผู้สำเร็จการศึกษาอาจออกมาประกอบธุรกิจของตนเองมากกว่าที่จะทำงานในองค์กรอื่นๆ
เพราะหลักสูตรจะสอนให้คนคิดและสร้างด้วยตนเอง
จะต้องหาแหล่งสินค้าและกลุ่มเป้าหมายของสินค้านั้นๆ
ได้เอง รวมทั้งทำระบบต่างๆ
เพื่อการค้าขายแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เองได้เต็มที่อีกด้วย
หลักสูตรวิชาที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
-
MIS/AIS/CIS
- Web
Programming
-
Multimedia Design
-
Networking Business Programming
- DSS
(ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ)
-
สัมมนาคอมพิวเตอร์กับกฎหมาย
-
กฎหมายพาณิชย์เชิงเปรียบเทียบ (ระดับบัณฑิตศึกษา)
- Business
Management with Computer Application
-
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
- Internet
System
-
การจัดการธุรกิจด้วยคอมพิวเตอร์
-
คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
-
คอมพิวเตอร์เพื่อการบัญชี-การตลาด การตลาด
การสื่อสารข้อมูล
- Business
Packages & Business Application
-
Information System Concept
-
Information System Management
- Internet
Programming & Applications
ที่มา :
http://www.ecommerce.or.th/doc/survey/education.pdf
 |
|
|