|
ระบบชำระเงินของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีด้วยกันมากมายหลายวิธีทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์
ในหัวข้อนี้จึงขอพูดถึงแต่เฉพาะวิธีที่ได้รับความนิยมเท่านั้น
ได้แก่
แบบออนไลน์
1.บัตรเครดิต
ระบบที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการชำระเงินบน
WWW คือ การใช้บัตรเครดิต
กระบวนการทำงานของระบบบัตรเครดิตเริ่มต้นด้วย
เมื่อผู้ซื้อใส่หมายเลขบัตรเครดิตเข้าไปในเว็บไซต์
เมื่อผู้ถือบัตรให้บัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตรแก่ผู้ขาย
ผู้ขายจะร้องขอให้ธนาคารของผู้ขายอนุมัติเครดิตของผู้ซื้อ
ทางธนาคารผู้ขายก็จะส่งคำร้องต่อไปยังเครือข่ายบัตรเครดิต
(เช่น เครือข่ายของ Visa หรือ MasterCard)
ซึ่งจะส่งคำร้องขอต่อไปถึงธนาคารของผู้ซื้อ
ธนาคารผู้ซื้อจะตรวจสอบเครดิตของผู้ซื้อ
แล้วส่งคำตอบผ่านเครื่องข่ายกลับไปว่าอนุมัติเครดิตหรือไม่
โดยคำตอบนี้จะส่งไปถึงผู้ขายในที่สุด
วิธีการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ต
มีหลายวิธีดังนี้
1.1การส่งหมายเลขบัตรเครดิตที่ไม่ได้เข้ารหัสไปยังเว็บไซต์ของผู้ขาย
การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่ง่ายที่สุดและมีความปลอดภัยน้อยที่สุด
คือ
การส่งหมายเลขบัตรเครดิตที่ไม่ได้ผ่านการเข้ารหัสผ่านทางเครือข่ายสาธารณะเช่น
สายโทรศัพท์ หรือ อินเทอร์เน็ต
การส่งแบบนี้มีความปลอดภัยน้อยที่สุด
เนื่องจากหมายเลขบัตรที่ส่งไปอาจถูกดักเอาไปได้ระหว่างทาง
1.2ส่งหมายเลขบัตรเครดิตที่เข้ารหัสแล้วไปยังเว็บไซต์ของผู้ขาย
ระบบนี้เป็นการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตที่ใช้กันอยู่มากที่สุดในปัจจุบัน
แตกต่างกับวิธีแรกตรงที่มีการเข้ารหัสหมายเลขบัตรเครดิตก่อนส่งไปด้วย
ดังนั้นเมื่อข้อมูลไปถึงเว็บไซต์ของผู้ขาย
ก็จะถูกถอดรหัสออกไปเพื่ออ่านหมายเลขบัตร
โดยทั่วไปจะใช้ SSL (Secured Socket Layer) Protocol
เพื่อทำการเข้ารหัสและถอดรหัส
วิธีนี้ปลอดภัยกว่าวิธีแรก
เนื่องจากผู้ที่ดักข้อมูลไประหว่างทางจะไม่สามารถอ่านหมายเลขบัตรได้
แต่ผู้ใช้ยังมีความเสี่ยงในแง่ที่ผู้ขายที่ติดต่อด้วยทุกรายจะทราบหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ซื้อและอาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
หรือหากเว็บไซต์ของผู้ขายมีระบบรักษาความปลอดภัยไม่ดี
อาจมีผู้เจาะระบบเข้าไปเอาหมายเลขบัตรออกมาได้
(การเข้ารหัสด้วย SSL Protocol
จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลระหว่างทางเท่านั้น
เมื่อไปถึงปลายทางแล้ว
ก็จะขึ้นอยู่กับระบบรักษาความปลอดภัยที่นั่น)
อย่างไรก็ตาม หากเราติดต่อกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่
ที่มีชื่อเสียงระบบนี้ก็เชื่อถือได้พอสมควร
1.3การชำระเงินโดยผ่านบริการของบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้
(Trusted Third Party)
วิธีนี้ช่วยแก้ไข้จุดอ่อนของระบบที่สอง
โดยวิธีนี้ผู้ขายจะไม่ทราบหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ซื้อทำให้ลดความกังวลในเรื่องการติดต่อกับผู้ขายที่ไม่รู้จักตัวตนมาก่อน
หมายเลขบัตเครดิตของผู้ซื้อจะถูกส่งไปหรือถูกเก็บไว้ที่องค์กรที่ทำหน้าที่ประมวลผลบัตรเครดิตโดยเฉพาะ
เช่น First Virtual ด้วยวิธีที่ปลอดภัย
เริ่มจากที่ผู้ซื้อต้องขึ้นทะเบียนไว้กับองค์กรนั้นก่อน
โดยการกรอกแบบฟอร์ม ซึ่งคลอบคลุมรายละเอียดต่างๆ
ของผู้ซื้อรวมทั้งหมายเลขบัตรเครดิตด้วย
เมื่อผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าใดก็ตาม
ไม่ต้องส่งหมายเลขบัตรเครดิตไปให้กับร้านค้าโดยตรง
ร้านค้าจะสอบถามความถูกต้องของบัตรเครดิตของผู้ซื้อผ่านองค์กรเหล่านี้
แล้วองค์กรเหล่านี้จะทำหน้าที่ขออนุมัติการใช้บัตรเครดิตกับธนาคารของผู้ซื้อหากได้รับอนุมัติ
ก็จะบอกกลับไปยังผู้ขาย
แล้วผู้ขายก็จะขายสินค้าให้กับผู้ซื้อคนนี้ได้
วิธีการนี้ให้ความปลอดภัยสูงกว่าการซื้อขายในร้านค้าทางกายภาพเสียอีก
เนื่องจากหมายเลขบัตรเครดิตจะไม่ผ่านมือใครเลย
นอกจากองค์กรประมวลผลบัตรเครดิตที่เราติดต่อด้วย
องค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่ด้านนี้โดยเฉพาะจึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงมาก
2.เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Checks)
เช็คอิเล็กทรอนิกส์เป็นระบบที่ทำงานคล้ายกับการใช้เช็คธรรมดา
แต่เปลี่ยนสื่อจากที่ใช้กระดาษมาเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทน
กระบวนการใช้งานก็เหมือนกับเช็คธรรมดา นั่นคือ
ผู้จ่ายเงินจะเขียนเช็คแล้วเซ็นรับรองว่าเป็นเช็คของตน
ต่อจากนั้นก็จะส่งเช็คนี้ไปให้ผู้รับเงิน
แล้วผู้รับเงินก็จะนำเช็คนี้ไปแสดงต่อธนาคารของตนเพื่อนำเงินเข้าบัญชี
และธนาคารของผู้รับเงินก็จะต้องไปชำระบัญชีกับธนาคารของผู้จ่ายเงิน
โดยผ่านทางเครือข่ายการชำระบัญชีที่เรียกว่า Automated
Clearinghouse
ซึ่งหากว่าผู้เซ็นเช็คมีเงินอยู่ในบัญชีจริง
เงินก็จะถูกโอนส่งผ่านมาเข้าบัญชีของผู้รับเงินในที่สุด
ในระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นโดย FSTC
(Financial Services Technology Consortium Inc.)
ผู้จ่ายเงินจะใช้เครื่องมือที่เป็นฮาร์ดแวร์ เช่น
Smart Card เพื่อเซ็นเช็คโดยใช้ลายเซ็นดิจิทัลของตน
ลายเซ็นดิจิทัลนี้เป็นรหัสพิเศษที่สร้างขึ้นโดยใช้วิธีการเข้ารหัสที่ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถปลอมแปลงได้
จากนั้นก็จะส่งเช็คอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้รับเงินโดยผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ผู้รับเงินก็จะเซ็นรับรองโดยใช้ลายเซ็นดิจิทัลของตน
แล้วนำเช็คอิเล็กทรอนิกส์นี้ไปเข้าธนาคาร
ซึ่งธนาคารผู้รับเงินก็จะไปชำระบัญชีผ่านทางเครือข่าย
Automated Clearinghouse ตามระบบเดิม
ระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์นี้ออกแบบมาให้ใช้ฮาร์ดแวร์ในการเซ็นดิจิทัลเพื่อกำกับเช็ค
ทั้งนี้เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงถ้าหากใช้ซอฟต์แวร์แต่เพียงอย่างเดียวในการเขียนลายเซ็นดิจิทัล
อาจถูกเจาะระบบเพื่อขโมยลายเซ็นได้ง่าย
จุดที่เช็คอิเล็กทรอนิกส์น่าจะอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากที่สุดก็คือ
การส่งเช็คผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทนที่จะใช้จดหมายเพื่อส่งเช็คระหว่างผู้จ่ายเงินและผู้รับเงิน
หรือการเอาเช็คเดินไปเข้าธนาคาร
ระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่แพร่หลายในปัจจุบัน
เนื่องจากจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทั้งเรื่องการใช้
Smart Card และ การใช้ลายเซ็นดิจิทัล
ที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างกว้างขวางเสียก่อน
3.เงินสดอิเล็กทรอนิกส์หรือเงินสดดิจิทัล (Electronic
Cash or Digital Cash)
เงินสดมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าวิธีการจ่ายเงินแบบอื่นๆอยู่หลายประการ
ทั้งในด้านความรวดเร็วเนื่องจากไม่ต้องรอการชำระบัญชี
ความเป็นมาตรฐานเพราะทุกฝ่ายยินดีรับเงินสดและความเป็นส่วนตัวเพราะการใช้เงินสดไม่มีการบันทึกข้อมูลเอาไว้เหมือนบัตรเครดิตหรือเช็ค
ดังนั้นจึงมีหลายฝ่ายที่พยายามสร้างระบบเงินสดดิจิทัลขึ้นมา
เพื่อรวมเอาคุณสมบัติของเงินสดเข้ากับความสะดวกในการส่งเงินสดดิจิทัลผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต
เงินสดดิจิทัลเป็นเพียงตัวเลขหรือรหัสที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้แทนเงินสดได้แน่นอนว่าจะต้องมีผู้รับรองค่าของเงินสดดิจิทัลเหล่านี้
บริษัทที่สร้างเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัล เช่น DigiCash
หรือ CyberCash
จึงร่วมมือกับธนาคารและผู้ขายสินค้ารายการต่างๆ
เพื่อให้ยอมรับการใช้เงินสดลักษณะนี้
ผู้ที่พิมพ์เงินสดดิจิทัลเหล่านี้
โดยทั่วไปแล้วคือ ธนาคาร
โดยธนาคารจะกำหนดหมายเลขของเงินสดดิจิทัลแล้วจึงสามารถนำไปใช้ได้กับร้านค้าหรือบุคคลอื่นๆที่ยอมรับเงินสดดิจิทัลนั้น
โดยผู้รับเงินก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเงินสดดิจิทัลได้โดยใช้วิธีการถอดรหัสลายเซ็นดิจิทัลออกมาดู
(ในระบบการเข้ารหัสแบบนี้
รหัสที่ใช้ในการเซ็นกำกับเงินสดดิจิทัลกับรหัสที่ใช้ในการถอดรหัสเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเงินนั้น
เป็นคนละตัวกัน
จึงไม่ต้องห่วงว่าจะมีผู้อื่นปลอมเป็นธนาคาร
แล้วสร้างเงินดิจิทัลปลอมออกมาได้)
จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของเงินสดดิจิทัลก็คือ
การมีค่าใช้จ่ายในการประมวลผลต่ำ
การใช้บัตรเครดิตจะมีต้นทุนการประมวลผลสูงถึง 0.40
ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งแทรนแซกชั่น
ดังนั้นถ้าผู้ใช้ต้องการซื้อของที่มีมูลค่าต่ำๆ
ก็ไม่คุ้มที่จะจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้
แต่เงินสดดิจิทัลมีต้นทุนในการประมวลผลต่ำกว่ามาก
จึงทำให้การจ่ายเงินให้กับสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่น
ค่าอ่านบทความหนึ่งเรื่อง สามารถทำได้
เราเรียกการจ่ายเงินในลักษณะนี้ว่า Micropayment
ปัจจุบันการใช้เงินสดดิจิทัลก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเช่นกัน
ปัญหาสำคัญก็คือ
การไม่มีมาตรฐานที่เข้ากันได้ระหว่างเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัลต่างๆ
ซึ่งผู้ใช้เงินสดดิจิทัลยี่ห้อหนึ่งๆ
ยังไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินสดยี่ห้ออื่นได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคจะไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินสดยี่ห้ออื่นได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคจะต้องใช้ในการทำความเข้าใจ
และให้ความไว้วางใจกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเงินสดดิจิทัลอีกด้วย
ในอนาคตปัญหาเรื่องมาตรฐานอาจได้รับการแก้ไขในที่สุด
โดยบริษัทเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัล 30
แห่งได้เริ่มทำความตกลงที่จะวางมาตรฐานร่วมกันเพื่อให้เงินสดดิจิทัลรูปแบบต่างๆใช้งานร่วมกันได้
แบบออฟไลน์
เพราะว่าในบ้านเราจำนวนผู้ถือบัตรเครดิตยังไม่มากเมื่อเทียบจำนวนประชากรทั้งประเทศ
กอปรกับประชาชนยังไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัยของการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ต
ดังนั้นการชำระเงินแบบกายภาพเมื่อได้รับสินค้า
(Cash-on-Delivery) จึงเกิดขึ้น
เว็บไซต์ส่วนมากจะมีทางเลือกแบบนี้ไว้บริการผู้ซื้อ
โดยทุกขั้นตอนของการเลือกซื้อสินค้รกับการชำระเงินแบบบัตรเครดิตทุกประการ
จนถึงเวลาที่ต้องเลือกวิธีจ่ายเงิน
เพียงแต่ระบุว่าต้องการชำระเงินเมื่อได้รับสินค้า
แล้วจึงใส่ที่อยู่ที่ต้องการให้สินค้าไปส่งลงไป
เป็นอันเรียบร้อย
เมื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่ได้รับตรงตามที่สั่งไว้และไม่มีอะไรเสียหาย
คุณจึงค่อยชำระเงินให้กับพนักงานส่งสินค้า
ยิ่งไปกว่านั้น
บางเว็บไซต์ยังยอมรับการชำระเงินทางไปรษณีย์ด้วย
แต่ในกรณีนี้สินค้าจะถูกส่งออกมาก็ต่อเมื่อผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว
ที่มา: พิชัยสงคราม e-Commerce, นภดล กมลวิลาสเสถียร,
ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2544, 256 หน้า, หน้า 220-225
 |