พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
    โครงสร้างพื้นฐาน (ระบบเครือข่าย มาตรฐาน บุคลากร การวิจัยและพัฒนา)
    การรักษาความปลอดภัย (ภัยคุกคาม และเทคโนโลยีการป้องกัน)
    การเงิน (ระบบชำระเงิน การคำนวณภาษี และแหล่งเงินทุน)
    ธุรกิจ (กลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินธุรกิจ)
    กฎหมายและนโยบาย
    การต่างประเทศ
    ขั้นตอนความสำเร็จ
 
     ติดต่อเรื่องทางด้านเทคนิค
     ติดต่อเรื่องโฆษณา
     ติดต่อเรื่องการชำระเงิน
     ติดต่อเรื่องขอใช้บริการ
 

การเงิน (ระบบชำระเงิน การคำนวณภาษี และแหล่งเงินทุน)

1. ขั้นตอนของระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างไร
    ปัญญหาสำคัญอย่างหนึ่งในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือ ความปลอดภัยของชำระเงินผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ซื้อจำนวนมากยังขาดความมั่นใจ หลังจากใส่ข้อมูลบัตรเครดิตลงบนเว็บไซต์แล้ว เพราะเป็นห่วงว่าข้อมูลจะถูกขโมยไปหรือไม่ หรือ ไม่ไว้ใจร้านค้าว่าจะมีการนำข้อมูลของตนไปหาผลประโยชน์หรือไม่ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องศึกษาหาว่าขั้นตอนต่างๆที่แท้จริงของการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ตเป็นเช่นไร

รูปที่ 1 ขั้นตอนการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ต

ขั้นตอนเริ่มจาก

  1. เมื่อผู้ซื้อตกลงใจว่าจะซื้อสินค้าเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะทำการใส่ข้อมูลบัตรเครดิตลงไปในอินเทอร์เน็ตผ่านทางเว็บไซต์ของร้านค้า โดยที่ข้อมูลส่วนที่ใส่นี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถเห็นได้
  2. ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังธนาคารที่ทางฝ่ายร้านค้าใช้บริการอยู่ (Acquiring Bank)
  3. Acquiring Bank จะทำการตรวจสอบมายังธนาคารผู้ออกบัตร (Issue Bank) ว่าบัตรนี้เป็นของคนลูกค้าคนนี้จริงหรือไม่และสามารถใช้ ซื้อสินค้าได้อยู่หรือไม่
  4. ถ้าเป็นของลูกค้าคนนี้จริงและยังสามารถใช้ได้อยู่ Issue Bank ก็จะส่งข้อมูลกลับไปบอกยัง Acquiring Bank
  5. จากนั้น Acquiring Bank จึงส่งข้อมูลกลับไปยังร้านค้าอีกทอดหนึ่ง
  6. และในที่สุดร้านค้าก็จะแจ้งกลับมายังผู้ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อต่อไป

     ขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นเพียงแค่การตรวจสอบว่าบัตรเครดิตสามารถใช้ได้หรือไม่เท่านั้น ยังต้องมีการทำการยืนยันคำสั่งซื้ออีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ได้เลย ดังนั้นความปลอดภัยในส่วนนี้จึงมีอย่างเต็มที่ โดยข้อมูลจะถูกส่งมายังธนาคารผู้ออกบัตรเท่านั้น โดยขั้นตอนดังกล่าวนี้จะใช้เวลาประมาณ 7 วินาที เมื่อตรวจสอบแล้วว่าบัตรนั้นสามารถใช้งานได้และผู้ซื้อทำการยืนยันคำสั่งซื้อ ขั้นตอนต่อไปก็คือ การชำระเงินโดยทาง Acquiring Bank จะทำการเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตร โดยธนาคารผู้ออกบัตรจะโอนเงินไปยัง Acquiring Bank สู่บัญชีของร้านค้า จากนั้นร้านค้าจึงจัดส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อ และทางธนาคารผู้ออกบัตรก็จะมาเรียกเก็บเงินกับเจ้าของบัตรตามระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

2. Shopping Cart คืออะไร
     Shopping Cart เป็นชื่อที่ใช้เรียกซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ คือเป็นตัวเก็บข้อมูลต่างๆของสินค้าทุกชิ้นที่ถูกเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในขณะที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่นอยู่หรืออยู่ระหว่างรอชำระเงิน ระบบนี้จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงิน
      ระบบการทำงานดังกล่าวนี้สามารถสร้างขึ้นเองได้โดยใช้สคริปต์ของบางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ASP, CGI, หรือ PHP บวกกับการทำงานของคุ้กกี้ในกรณีที่มีรายการสินค้าให้เลือกไม่มากนัก แต่สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีรายการสินค้าให้เลือกเป็นจำนวนมากมักจะใช้การซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปแทนเพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่าและรองรับข้อมูลได้มากกว่า
3. ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อย่างไร
  1. การซื้อขายสินค้าและบริการภายในประเทศผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้ขายสินค้าและผู้ให้บริการจะต้องเสียภาษีเงิน ได้และภาษีมูลค่าเพิ่มตามปกติ กล่าวคือ ผู้ซื้อมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และผู้ขายมีหน้าที่นำส่งภาษีขาย ในขณะเดียวกันที่สามารถขอคืนภาษีซื้อ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
  2. การนำเข้า ส่งออกสินค้าและบริการผ่านการขายทางอินเตอร์เน็ต ถือว่าอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงสื่อในการ โฆษณาและติดต่อที่ทำให้การซื้อขายสะดวกขึ้นเท่านั้น การนำเข้า ส่งออกต้องผ่านพิธีการศุลกากร และเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ในกรณีการนำเข้าสำหรับกรณีการส่งออกก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0%
  3. จุดความรับผิดชอบในการเสียภาษี
    3.1 การขาย เกิดความรับผิดในภาระภาษีเพื่อ
    - ส่งมอบสินค้า
    - โอนกรรมสิทธิ์สินค้า
    - ได้รับชำระราคาสินค้า
    - ได้ออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดจะเกิดก่อน
    3.2 การขายสินค้า โดยการส่งออก ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก, วางหลักประกันขาออกหรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก
    3.3 บริการ
    - รับชำระค่าบริการ
    - ได้ออกใบกำกับภาษี
    - ได้ใช้บริการ
    โดยความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้นๆ
  4. ใบกำกับภาษี ผู้ประกอบการสามารถออกใบกำกับภาษีทางอินเตอร์เน็ตได้เฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อเท่านั้น หาก ผู้ซื้อร้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปผู้ขายจะต้องส่งให้ถึงมือลูกค้า โดยใบกำกับภาษีเต็มรูปจะต้องมีข้อความดังต่อ ไปนี้
    4.1 คำว่าใบกำกับภาษี
    4.2 ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน
    4.3 ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
    4.4 หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม
    4.5 ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าและบริการ
    4.6 จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณ จากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการโดยแยกออกจากมูลค่าของ สินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
    4.7 วัน เดือน ปีที่ออกใบกำกับภาษี
  5. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมสรรพากร โทรศัพท์ 6173639, 6173636

4. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับภาษีศุลกากรเกี่ยวข้องกันอย่างไร
 

     การค้าผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเพียงการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น ดังนั้นการเสียภาษีจึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดิมสรุปได้ดังนี้

  1. การทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการ(บริษัทและห้างร้านหุ้นส่วนนิติบุคคล) มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามกำไรสุทธิจากกิจการนั้นตามอัตราที่กฎหมายกำหนด สำหรับกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าหรือได้รับบริการต่างๆ ผู้ซื้อสินค้าและผู้รับบริการจึงมีภาระในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นหากเป็นการขายสินค้าหรือบริการตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมมีภาระภาษีตามปกติ
  2. ในกรณีที่มีการขายหรือนำเข้าสินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible/Electronic goods) หากถือว่าเป็นสินค้าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ต้องมีภาระภาษีที่ต้องชำระเงินเช่นกัน และการให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรและมีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศหรือไม่ ยังเป็นประเด็นปัญหา

ที่มา: กรมสรรพากร

5. ธนาคารใดบ้างที่ให้บริการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ตและมีเงื่อนไขอย่างไร
      บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารให้บริการนั้น มีทั้งที่เป็นบริการของธนาคารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และการให้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การให้บริการของธนาคารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
ธนาคารที่ให้บริการผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต
     คือการให้บริการการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยลูกค้าสามารถทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก และไม่จำเป็นต้องมาที่ธนาคารด้วยตัวเอง เพียงแต่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ามายังเว็บไซต์ที่ธนาคารกำหนดขึ้นก็สามารถใช้บริการได้ทันที จะเห็นได้ว่าบริการนี้สร้างความสะดวกสบาย ความพึงพอใจให้กับลูกค้าของธนาคารได้มาก ในประเทศไทยมีธนาคารหลายแห่งที่เปิดให้บริการด้านนี้บ้างแล้ว ซึ่งบริการของแต่ละธนาคารอาจแตกต่างกันบ้างในบางส่วน สำหรับบริการหลักที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่
  • สอบถามยอดคงเหลือในบัญชี (Balance Inquiry)
  • สอบถามรายการเคลื่อนไหวในบัญชี (Statement inquiry)
  • โอนเงินระหว่างบัญชีตนเองหรือไปยังบุคคลอื่น (Transfer to owner or other account)
  • สอบถามสถานะเช็ค (Cheque Status Inquiry)
  • อายัดเช็ค (Stop Cheque)
  • ชำระค่าสินค้าหรือบริการ (Payment)
  • ชำระค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต (Repay Credit Card)
  • สอบถามรายการชำระปัจจุบัน (Payment Online Inquiry)
  • สอบถามประวัติการชำระ (Payment History Inquiry)
  • การขอสินเชื่อ
  • ฯลฯ

ธนาคารที่เปิดให้บริการทางการเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้แก่

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการ กรุงไทยอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ที่ http://www.ktb.co.th
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการ TFB Internet Banking โดยเข้าไปใช้บริการที่ http://www.gotoTFB.com/tfbebank
  • ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการ ASIA Cyber Banking ที่ http://www.bankasia4u.com
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการ SCB Easy ที่ http://www.scbeasy.com/easy1-3/default.htm
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการ Krungsri Online ที่ http://www.krungsrionline.com

ธนาคารที่ให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
      ถ้านับรวมถึงการให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น เช่น โทรศัพท์ ATM และแฟกซ์ นอกเหนือจากธนาคารทั้ง 5 แห่งข้างต้นแล้ว ยังมี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ที่ให้บริการด้านนี้อีกด้วย

  • บริการ Cash Management คือการบริหารด้านการเงินของตนเองได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เช่น การสอบถามยอดคงเหลือในบัญชี สอบถามรายการเดินบัญชีปัจจุบันหรือย้อนหลัง สอบถามสถานะ และหรือโอนเงิน สอบถามอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
  • บริการ Tele-Banking เป็นการใช้บริการของธนาคารผ่านทางสายโทรศัพท์ โดยลูกค้าจะต่อสายมายังหมายเลขที่ธนาคารเปิดไว้ให้บริการ บริการพื้นฐานของการให้บริการทางโทรศัพท์คือ รับฟังข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ การโอนเงิน การชำระค่าสินค้าและบริการ เป็นต้น
  • บริการ ATM เป็นเครื่องมือหนึ่งที่อำนวยความสะดวกให้กับคนทั่วไป โดยจะต้องมีบัตรเอทีเอ็มของธนาคารที่เปิดบัญชีไว้ จากนั้นเมื่อต้องการฝาก ถอนเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการ เป็นต้น
  • บริการ SVC (Store Value Card) บัตรที่สามารถเก็บมูลค่าของตัวเองได้ เช่น smart card

ตารางที่ 1 ประเภทการให้บริการทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารในประเทศไทย

ธนาคาร
เอทีเอ็ม
SVC
(Store Value Card)
เทเลแบงกิ้งค์
อินเทอร์เน็ต แบงกิ้งค์
Cash
Management
ธนาคารกรุงไทย
Y
-
Y
Y
Y
ธนาคารไทยพาณิชย์
Y
Y
Y
Y
Y
ธนาคารกสิกรไทย
Y
-
Y
Y
Y
ธนาคารกรุงเทพ
Y
-
Y
-
Y
ธนาคารเอเชีย
Y
-
Y
Y
Y
ธนาคารไทยทนุ
Y
Y
Y
-
Y

ธนาคารที่ให้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
      การให้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การที่ธนาคารเปิดให้มีการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค ผู้ประกอบการกับผู้ผลิต หรือระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง โดยธนาคารเป็นผู้สนับสนุนระบบการชำระเงิน และระบบรักษาความปลอดภัย โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลำบากในการติดต่อกับธนาคารอื่นๆ หรือบริษัทบัตรเครดิตด้วยตัวเอง อย่างไรก็ดี มีข้อจำกัดในการให้บริการอยู่บ้าง ซึ่งแตกต่างกันไปตามธนาคาร ในประเทศไทยมีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่เปิดให้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ได้แก่
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารเอเชีย จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
      การจะเข้ามาใช้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษารายละเอียดของการสมัครเข้าเป็นร้านค้าสมาชิกของแต่ละธนาคารให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ตรวจดูว่ามีเงื่อนไข ข้อกำหนด การให้บริการด้านใดบ้าง และคิดค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดกำลังจะปรับตัวเข้าสู่การให้บริการทางอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น เพราะสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของประชานชนมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา : http://www.ktb.co.th/thai/gateway_t/index_gateway_t.htm
http://www.tfb.co.th/tfbebank/
http://www.scbeasy.com/easy1-3/sips/index.htm
http://www.bankasia4u.com/Components/asiacyberbanking/ACB.stm

6. จะหาเงินทุนในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้จากแหล่งใดบ้าง
 

     การประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการลงทุนเช่นเดียวกับการทำธุรกิจทั่วๆ ไป ดังนั้นหากผู้ประกอบการต้องการเงินลงทุนจำนวนหนึ่ง สามารถติดต่อแหล่งให้เงินทุนสนันสนุนต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. Venture Capital
      เป็นธุรกิจเงินร่วมลงทุนโดยเข้าไปซื้อหุ้นในกิจการใดๆที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ข้อสังเกตของการร่วมลงทุนกับธุรกิจประเภทนี้คือ

  • ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน โดยไม่มีภาระดอกเบี้ย เพื่อขยายกิจการให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  • การได้รับคำแนะนำในการดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ในฐานะผู้ร่วมลงทุนมืออาชีพ เช่นการจัดหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเสริมมิตรภาพทางด้านการผลิต การตลาด การจัดการ รวมตลอดกลยุทธ์ด้านต่างๆ
  • ธุรกิจเงินร่วมลงทุนจัดเป็นการลงทุนระยะยาว (โดยเฉลี่ย 3-5 ปี) เจ้าของกิจการจึงต้องมีความรอบคอบในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมลงทุนให้เหมาะสมกับสถานภาพ และวัฒนธรรมทางธุรกิจของกิจการ มากกว่าความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้เงิน โดยบริษัทร่วมทุนจะมีนโยบายการออกตัวถอนทุนคืน (Exit strategy) เมื่อมีบริษัทที่เข้าร่วมทุนสามารถพัฒนาจนสามารถ เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ หรือมีบริษัทที่ 3 มาซื้อหุ้นหรือควบรวมกิจการต่อไป โดยบริษัทร่วมทุนส่วนใหญ่ก็จะนำกำไรที่ได้ไปต่อเงินโดยลงทุนในโครงการอื่นต่อไป

      ข้อดีของการร่วมทุนกับธุรกิจประเภทนี้คือ ผู้ประกอบการจะมีเงินทุนในการจัดตั้งธุรกิจ และดำเนินงานในวงเงินที่ต้องการ และถ้าได้เข้าร่วมกับบริษัททุนที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ก็จะยิ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับการถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญไปด้วย และยิ่งดีขึ้นขึ้น หากคุณได้เข้าร่วมกับบริษัทที่มีเครือข่ายทางด้านต่างๆ พร้อมอยู่แล้ว เช่น บริษัทที่เชียวชาญด้านการทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการก็จะมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายเหล่านั้นได้
      หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อไปที่ สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Thai Venture Capital Association) โทร. 0-2679-6312 โทรสาร. 0-2679-6316 และยังมีบริษัทร่วมลงทุนทั่วไปอีกหลายแห่ง เช่น โครงการทุนนวัตกรรมไทย ที่เน้นการเข้าร่วมทุนกับบริษัทที่ทำธุรกิจด้านซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการทำงานบนอินเทอร์เน็ต หรือโครงการไซเบอร์เวิร์ก ซึ่งเป็นโครงการในเครือข่ายของจัสมินอินเทอร์เนชั่นแนล เป็นต้น รวมทั้งบริษัทร่วมทุนต่างชาติที่สนใจลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เช่น 3I Group (http://www.3i.com/asiapacific/index.htm), AsiaTech Venture (http://www.asiatechv.com), Pacific Century Group Ventures (http://www.pcentury.com) เป็นต้น

2. นักลงทุนส่วนบุคคล (Angel Investor)
      การจะหาผู้ร่วมทุน ถ้าเป็นนักลงทุนส่วนบุคคลจะเหมาะสมมากสำหรับธุรกิจที่ไม่ต้องการเงินลงทุนมากนัก แต่มีแนวโน้มที่จะทำเงินและทำดำเนินการต่อเนื่องได้ในอนาคต ในประเทศสหรัฐอมริกา นักลงทุนส่วนบุคคลส่วนใหญ่จะเข้าร่วมทุนในอัตราส่วนการถือหุ้นประมาณ 5-25% และบางครั้งนักลงทุนประเภทนี้ต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานด้วย แต่โดยส่วนมากจะให้คำปรึกษากับคุณในการทำธุรกิจมากกว่า ในประเทศไทยยังไม่ค่อยพบนักลงทุนประเภทนี้มากนัก ยกเว้นแต่คนรู้จักมักคุ้น พูดคุยกันถูกคอ มองเห็นอนาคตของธุรกิจไปในทางเดียวกันจึงมีการร่วมทุน แต่ในต่างประเทศมีการจัดตั้งกลุ่มของนักลงทุนส่วนบุคคลขึ้นมาโดยเฉพาะ

  • บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ให้การสนับสนุนเงินลงทุนแก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการให้บริการของแต่ละบริษัท
  • กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มีกองทุนเอาไว้เพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ สนใจติดต่อ โทร. 0-2248-8098 , 0-2202-4475-6
  • ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ เป็นตลาดหลักทรัพย์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SME) ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็นอุตสาหกรรมส่งออก และส่งเสริมการพัฒนามาตราฐานในการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการดูแลพิทักษ์ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ใหม่จะใช้ระบบการซื้อขาย และระบบการส่งมอบและชำระราคาเช่นเดียวกันกับในตลาดหลักทรัพย์หลัก โดยใช้การซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ในระบบ ASSET ซึ่งมีการซื้อขายด้วยกัน 2 วิธี คือ วิธีจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Automated Order Matching หรือ AOM) และวิธีที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายกันโดยตรง (Put-Through หรือ PT) และซื้อขายในเวลาทำการซื้อขายเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์หลัก โดยทั้งนี้ จะมีการแยกคำนวณดัชนี (INDEX) เฉพาะต่างหากของตลาด
  • ธนาคารพาณิชย์ การกู้ธนาคารเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับคนที่พอมีเงินสำรองหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วต้องการทำธุรกิจ แต่ธุรกิจนั้นต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าที่ตนเองมีอยู่ ข้อดีของการกู้เงินธนาคารคือ คุณยังเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณเต็มตัว กำไรไม่ต้องแบ่งผู้ร่วมลงทุน แต่ข้อเสียก็คือ ต้องจ่ายดอกเบี้ยในการกู้เงินจากธนาคารนั้น ทางธนาคารจะพิจารณาว่าจะให้สินเชื่อ (เงินกู้) หรือไม่ โดยดูจากสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก คือวัตถุประสงค์ของโครงการ ว่าจะนำเงินกู้ไปทำอะไร มีความเหมาะสมหรือไม่ การตรวจสอบความเป็นไปได้ของรายได้ รายได้จะมีเหลือพอชำระหนี้หรือไม่ หลักฐานของหลักประกันต่างๆ เมื่อธนาคารตีราคาประเมินแล้ว คุ้มหรือไม่ที่ธนาคารจะรับเป็นหลักประกัน อย่างไรก็ตามทางธนาคารจะพิจารณาจากแผนธุรกิจเป็นหลักว่ามีแนวโน้มที่ดีหรือไม่ ถ้าดูแล้วว่าเป็นไปได้ มีกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ มีโอกาสทำกำไรดี ทางธนาคารก็จะพิจารณาให้กู้โดยเรียกหลักประกันต่ำ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่มีความเสียงสูง ก็ต้องวางหลักประกันสูงเช่นกัน มีธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยหลายแห่งที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจ โดยจะต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ของแต่ละธนาคารให้ถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจ

ที่มา : http://www.set.or.th/th/index.html
http://www.dip.go.th/fund/tsvfund.htm
อัจฉรา จันทรแสงอร่าม และศรีรัตน์ จงเจริญมณีกุล , เคล็ดลับการหาเงินทุนทำธุรกิจ e-Commerce หน้า 87- 144

 

7. ชำระเงินบนอินเทอร์เน็ตได้ด้วยวิธีใดบ้าง
      ระบบชำระเงินของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีด้วยกันมากมายหลายวิธีทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ในหัวข้อนี้จึงขอพูดถึงแต่เฉพาะวิธีที่ได้รับความนิยมเท่านั้น ได้แก่

แบบออนไลน์

1.บัตรเครดิต

      ระบบที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการชำระเงินบน WWW คือ การใช้บัตรเครดิต กระบวนการทำงานของระบบบัตรเครดิตเริ่มต้นด้วย เมื่อผู้ซื้อใส่หมายเลขบัตรเครดิตเข้าไปในเว็บไซต์ เมื่อผู้ถือบัตรให้บัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตรแก่ผู้ขาย ผู้ขายจะร้องขอให้ธนาคารของผู้ขายอนุมัติเครดิตของผู้ซื้อ ทางธนาคารผู้ขายก็จะส่งคำร้องต่อไปยังเครือข่ายบัตรเครดิต (เช่น เครือข่ายของ Visa หรือ MasterCard) ซึ่งจะส่งคำร้องขอต่อไปถึงธนาคารของผู้ซื้อ ธนาคารผู้ซื้อจะตรวจสอบเครดิตของผู้ซื้อ แล้วส่งคำตอบผ่านเครื่องข่ายกลับไปว่าอนุมัติเครดิตหรือไม่ โดยคำตอบนี้จะส่งไปถึงผู้ขายในที่สุด วิธีการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ต มีหลายวิธีดังนี้

1.1การส่งหมายเลขบัตรเครดิตที่ไม่ได้เข้ารหัสไปยังเว็บไซต์ของผู้ขาย การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่ง่ายที่สุดและมีความปลอดภัยน้อยที่สุด คือ การส่งหมายเลขบัตรเครดิตที่ไม่ได้ผ่านการเข้ารหัสผ่านทางเครือข่ายสาธารณะเช่น สายโทรศัพท์ หรือ อินเทอร์เน็ต การส่งแบบนี้มีความปลอดภัยน้อยที่สุด เนื่องจากหมายเลขบัตรที่ส่งไปอาจถูกดักเอาไปได้ระหว่างทาง

1.2ส่งหมายเลขบัตรเครดิตที่เข้ารหัสแล้วไปยังเว็บไซต์ของผู้ขาย ระบบนี้เป็นการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตที่ใช้กันอยู่มากที่สุดในปัจจุบัน แตกต่างกับวิธีแรกตรงที่มีการเข้ารหัสหมายเลขบัตรเครดิตก่อนส่งไปด้วย ดังนั้นเมื่อข้อมูลไปถึงเว็บไซต์ของผู้ขาย ก็จะถูกถอดรหัสออกไปเพื่ออ่านหมายเลขบัตร โดยทั่วไปจะใช้ SSL (Secured Socket Layer) Protocol เพื่อทำการเข้ารหัสและถอดรหัส วิธีนี้ปลอดภัยกว่าวิธีแรก เนื่องจากผู้ที่ดักข้อมูลไประหว่างทางจะไม่สามารถอ่านหมายเลขบัตรได้ แต่ผู้ใช้ยังมีความเสี่ยงในแง่ที่ผู้ขายที่ติดต่อด้วยทุกรายจะทราบหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ซื้อและอาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ หรือหากเว็บไซต์ของผู้ขายมีระบบรักษาความปลอดภัยไม่ดี อาจมีผู้เจาะระบบเข้าไปเอาหมายเลขบัตรออกมาได้ (การเข้ารหัสด้วย SSL Protocol จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลระหว่างทางเท่านั้น เมื่อไปถึงปลายทางแล้ว ก็จะขึ้นอยู่กับระบบรักษาความปลอดภัยที่นั่น) อย่างไรก็ตาม หากเราติดต่อกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงระบบนี้ก็เชื่อถือได้พอสมควร

1.3การชำระเงินโดยผ่านบริการของบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ (Trusted Third Party) วิธีนี้ช่วยแก้ไข้จุดอ่อนของระบบที่สอง โดยวิธีนี้ผู้ขายจะไม่ทราบหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ซื้อทำให้ลดความกังวลในเรื่องการติดต่อกับผู้ขายที่ไม่รู้จักตัวตนมาก่อน หมายเลขบัตเครดิตของผู้ซื้อจะถูกส่งไปหรือถูกเก็บไว้ที่องค์กรที่ทำหน้าที่ประมวลผลบัตรเครดิตโดยเฉพาะ เช่น First Virtual ด้วยวิธีที่ปลอดภัย เริ่มจากที่ผู้ซื้อต้องขึ้นทะเบียนไว้กับองค์กรนั้นก่อน โดยการกรอกแบบฟอร์ม ซึ่งคลอบคลุมรายละเอียดต่างๆ ของผู้ซื้อรวมทั้งหมายเลขบัตรเครดิตด้วย เมื่อผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าใดก็ตาม ไม่ต้องส่งหมายเลขบัตรเครดิตไปให้กับร้านค้าโดยตรง ร้านค้าจะสอบถามความถูกต้องของบัตรเครดิตของผู้ซื้อผ่านองค์กรเหล่านี้ แล้วองค์กรเหล่านี้จะทำหน้าที่ขออนุมัติการใช้บัตรเครดิตกับธนาคารของผู้ซื้อหากได้รับอนุมัติ ก็จะบอกกลับไปยังผู้ขาย แล้วผู้ขายก็จะขายสินค้าให้กับผู้ซื้อคนนี้ได้ วิธีการนี้ให้ความปลอดภัยสูงกว่าการซื้อขายในร้านค้าทางกายภาพเสียอีก เนื่องจากหมายเลขบัตรเครดิตจะไม่ผ่านมือใครเลย นอกจากองค์กรประมวลผลบัตรเครดิตที่เราติดต่อด้วย องค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่ด้านนี้โดยเฉพาะจึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงมาก

2.เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Checks)

      เช็คอิเล็กทรอนิกส์เป็นระบบที่ทำงานคล้ายกับการใช้เช็คธรรมดา แต่เปลี่ยนสื่อจากที่ใช้กระดาษมาเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทน กระบวนการใช้งานก็เหมือนกับเช็คธรรมดา นั่นคือ ผู้จ่ายเงินจะเขียนเช็คแล้วเซ็นรับรองว่าเป็นเช็คของตน ต่อจากนั้นก็จะส่งเช็คนี้ไปให้ผู้รับเงิน แล้วผู้รับเงินก็จะนำเช็คนี้ไปแสดงต่อธนาคารของตนเพื่อนำเงินเข้าบัญชี และธนาคารของผู้รับเงินก็จะต้องไปชำระบัญชีกับธนาคารของผู้จ่ายเงิน โดยผ่านทางเครือข่ายการชำระบัญชีที่เรียกว่า Automated Clearinghouse ซึ่งหากว่าผู้เซ็นเช็คมีเงินอยู่ในบัญชีจริง เงินก็จะถูกโอนส่งผ่านมาเข้าบัญชีของผู้รับเงินในที่สุด
     ในระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นโดย FSTC (Financial Services Technology Consortium Inc.) ผู้จ่ายเงินจะใช้เครื่องมือที่เป็นฮาร์ดแวร์ เช่น Smart Card เพื่อเซ็นเช็คโดยใช้ลายเซ็นดิจิทัลของตน ลายเซ็นดิจิทัลนี้เป็นรหัสพิเศษที่สร้างขึ้นโดยใช้วิธีการเข้ารหัสที่ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถปลอมแปลงได้ จากนั้นก็จะส่งเช็คอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้รับเงินโดยผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้รับเงินก็จะเซ็นรับรองโดยใช้ลายเซ็นดิจิทัลของตน แล้วนำเช็คอิเล็กทรอนิกส์นี้ไปเข้าธนาคาร ซึ่งธนาคารผู้รับเงินก็จะไปชำระบัญชีผ่านทางเครือข่าย Automated Clearinghouse ตามระบบเดิม
     ระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์นี้ออกแบบมาให้ใช้ฮาร์ดแวร์ในการเซ็นดิจิทัลเพื่อกำกับเช็ค ทั้งนี้เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงถ้าหากใช้ซอฟต์แวร์แต่เพียงอย่างเดียวในการเขียนลายเซ็นดิจิทัล อาจถูกเจาะระบบเพื่อขโมยลายเซ็นได้ง่าย จุดที่เช็คอิเล็กทรอนิกส์น่าจะอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากที่สุดก็คือ การส่งเช็คผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทนที่จะใช้จดหมายเพื่อส่งเช็คระหว่างผู้จ่ายเงินและผู้รับเงิน หรือการเอาเช็คเดินไปเข้าธนาคาร ระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่แพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทั้งเรื่องการใช้ Smart Card และ การใช้ลายเซ็นดิจิทัล ที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างกว้างขวางเสียก่อน

3.เงินสดอิเล็กทรอนิกส์หรือเงินสดดิจิทัล (Electronic Cash or Digital Cash)

      เงินสดมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าวิธีการจ่ายเงินแบบอื่นๆอยู่หลายประการ ทั้งในด้านความรวดเร็วเนื่องจากไม่ต้องรอการชำระบัญชี ความเป็นมาตรฐานเพราะทุกฝ่ายยินดีรับเงินสดและความเป็นส่วนตัวเพราะการใช้เงินสดไม่มีการบันทึกข้อมูลเอาไว้เหมือนบัตรเครดิตหรือเช็ค ดังนั้นจึงมีหลายฝ่ายที่พยายามสร้างระบบเงินสดดิจิทัลขึ้นมา เพื่อรวมเอาคุณสมบัติของเงินสดเข้ากับความสะดวกในการส่งเงินสดดิจิทัลผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต เงินสดดิจิทัลเป็นเพียงตัวเลขหรือรหัสที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้แทนเงินสดได้แน่นอนว่าจะต้องมีผู้รับรองค่าของเงินสดดิจิทัลเหล่านี้ บริษัทที่สร้างเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัล เช่น DigiCash หรือ CyberCash จึงร่วมมือกับธนาคารและผู้ขายสินค้ารายการต่างๆ เพื่อให้ยอมรับการใช้เงินสดลักษณะนี้
      ผู้ที่พิมพ์เงินสดดิจิทัลเหล่านี้ โดยทั่วไปแล้วคือ ธนาคาร โดยธนาคารจะกำหนดหมายเลขของเงินสดดิจิทัลแล้วจึงสามารถนำไปใช้ได้กับร้านค้าหรือบุคคลอื่นๆที่ยอมรับเงินสดดิจิทัลนั้น โดยผู้รับเงินก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเงินสดดิจิทัลได้โดยใช้วิธีการถอดรหัสลายเซ็นดิจิทัลออกมาดู (ในระบบการเข้ารหัสแบบนี้ รหัสที่ใช้ในการเซ็นกำกับเงินสดดิจิทัลกับรหัสที่ใช้ในการถอดรหัสเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเงินนั้น เป็นคนละตัวกัน จึงไม่ต้องห่วงว่าจะมีผู้อื่นปลอมเป็นธนาคาร แล้วสร้างเงินดิจิทัลปลอมออกมาได้)
      จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของเงินสดดิจิทัลก็คือ “การมีค่าใช้จ่ายในการประมวลผลต่ำ” การใช้บัตรเครดิตจะมีต้นทุนการประมวลผลสูงถึง 0.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งแทรนแซกชั่น ดังนั้นถ้าผู้ใช้ต้องการซื้อของที่มีมูลค่าต่ำๆ ก็ไม่คุ้มที่จะจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ แต่เงินสดดิจิทัลมีต้นทุนในการประมวลผลต่ำกว่ามาก จึงทำให้การจ่ายเงินให้กับสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่น ค่าอ่านบทความหนึ่งเรื่อง สามารถทำได้ เราเรียกการจ่ายเงินในลักษณะนี้ว่า Micropayment
     ปัจจุบันการใช้เงินสดดิจิทัลก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเช่นกัน ปัญหาสำคัญก็คือ การไม่มีมาตรฐานที่เข้ากันได้ระหว่างเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัลต่างๆ ซึ่งผู้ใช้เงินสดดิจิทัลยี่ห้อหนึ่งๆ ยังไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินสดยี่ห้ออื่นได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคจะไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินสดยี่ห้ออื่นได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคจะต้องใช้ในการทำความเข้าใจ และให้ความไว้วางใจกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเงินสดดิจิทัลอีกด้วย ในอนาคตปัญหาเรื่องมาตรฐานอาจได้รับการแก้ไขในที่สุด โดยบริษัทเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัล 30 แห่งได้เริ่มทำความตกลงที่จะวางมาตรฐานร่วมกันเพื่อให้เงินสดดิจิทัลรูปแบบต่างๆใช้งานร่วมกันได้

แบบออฟไลน์

     เพราะว่าในบ้านเราจำนวนผู้ถือบัตรเครดิตยังไม่มากเมื่อเทียบจำนวนประชากรทั้งประเทศ กอปรกับประชาชนยังไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัยของการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการชำระเงินแบบกายภาพเมื่อได้รับสินค้า (Cash-on-Delivery) จึงเกิดขึ้น
     เว็บไซต์ส่วนมากจะมีทางเลือกแบบนี้ไว้บริการผู้ซื้อ โดยทุกขั้นตอนของการเลือกซื้อสินค้รกับการชำระเงินแบบบัตรเครดิตทุกประการ จนถึงเวลาที่ต้องเลือกวิธีจ่ายเงิน เพียงแต่ระบุว่าต้องการชำระเงินเมื่อได้รับสินค้า แล้วจึงใส่ที่อยู่ที่ต้องการให้สินค้าไปส่งลงไป เป็นอันเรียบร้อย เมื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่ได้รับตรงตามที่สั่งไว้และไม่มีอะไรเสียหาย คุณจึงค่อยชำระเงินให้กับพนักงานส่งสินค้า ยิ่งไปกว่านั้น บางเว็บไซต์ยังยอมรับการชำระเงินทางไปรษณีย์ด้วย แต่ในกรณีนี้สินค้าจะถูกส่งออกมาก็ต่อเมื่อผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ที่มา: พิชัยสงคราม e-Commerce, นภดล กมลวิลาสเสถียร, ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2544, 256 หน้า, หน้า 220-225

8. Pypal คืaออะไร
     ระบบการจ่ายเงินของ Paypal เป็นระบบที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ระบบของ Paypal ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งเงินสดไปให้ใครก็ได้ในประเทศ โดยใช้เพียงแค่อีเมล์เท่านั้น ซึ่งผู้ใช้ระบบก็เพียงแต่ลงทะเบียนกับ Paypal ไว้ แล้วจากนั้นเมื่อต้องการจะจ่ายเงินให้กับใคร ผู้จ่ายเงินก็เพียงแต่ใส่หมายเลขบัตรเครดิตของตนและจำนวนเงินที่ต้องการจ่ายเข้าไป หลังจากนั้นบัตรเครดิตของผู้จ่ายก็จะถูกหักบัญชี แล้ว Paypal ก็จะสร้างบัญชีของผู้รับเงินเอาไว้ให้มีเงินตามจำนวนที่ได้รับ และส่งอีเมล์ไปให้ผู้รับเงินทราบ ผู้รับเงินสามารถเลือกที่จะถอนเงินออกไป โดยให้ Paypal ฝากเงินเข้าบัญชีของตน ส่งเช็คไปให้ หรืออาจจะเก็บเงินนี้ไว้ที่ Paypal ก่อนเพื่อที่จะนำไปใช้ส่งให้คนอื่นต่อไปก็ได้ในอนาคต
     นอกจากจ่ายเงินโดยใช้บัตรเครดิตแล้ว ผู้จ่ายเงินอาจเลือกที่จะนำเงินเข้าบัญชี Paypal ของตนโดยวิธีอื่นก็ได้ ด้วยการใช้เช็คหรือหักจากบัญชีธนาคาร บริการนี้เป็นบริการฟรี ทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงินไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆเลย ส่วนรายได้ของ Paypal นั้นมาจากดอกเบี้ยของเงินที่ค้างอยู่ในบัญชี

ที่มา: พิชัยสงคราม e-Commerce, นภดล กมลวิลาสเสถียร, ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2544, 256 หน้า, หน้า 227

 


IBM Mark meaning and disclaimers.

IBM and e-business Mark are TM's of IBM Corp.

บริษัท เอ็ม เอ เอส เน็ตเวิร์ค จำกัด
- 56/37 หมู่.6 ถ.สุขประยูร ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม
- จ.ชลบุรี 20140 โทร/แฟกซ์ : 038-463227,09-8323189
- ดูแลลูกค้าsupport@masnetwork.co.th

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 720000300001 0 

ยินดีรับบัตร เครดิต