พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
    โครงสร้างพื้นฐาน (ระบบเครือข่าย มาตรฐาน บุคลากร การวิจัยและพัฒนา)
    การรักษาความปลอดภัย (ภัยคุกคาม และเทคโนโลยีการป้องกัน)
    การเงิน (ระบบชำระเงิน การคำนวณภาษี และแหล่งเงินทุน)
    ธุรกิจ (กลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินธุรกิจ)
    กฎหมายและนโยบาย
    การต่างประเทศ
    ขั้นตอนความสำเร็จ
 
     ติดต่อเรื่องทางด้านเทคนิค
     ติดต่อเรื่องโฆษณา
     ติดต่อเรื่องการชำระเงิน
     ติดต่อเรื่องขอใช้บริการ
 

ธุรกิจ (กลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินธุรกิจ)

1. ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และตลาดทั่วไปแตกต่างกันอย่างไร
    พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีองค์ประกอบและมีผู้มีส่วนร่วมที่คล้ายกับตลาดทั่วไป เพียงแต่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นการรวบรวมเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกับเทคโนโลยีการสื่อสารและขั้นตอนต่างๆ ในการค้าไว้ด้วยกัน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถทำให้ตลาดมีความใกล้เคียงกับตลาดแบบสมบูรณ์ (Perfect Market) เพราะผู้ซื้อผู้ขายสามารถเปรียบเทียบและตรวจเช็คข้อมูลของกันและกันได้ ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และบริการ ก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้า
2. จะเริ่มต้นทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตอย่างไร
     เนื่องจากธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ดึงดูดและมีความน่าสนใจอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมาสำหรับ ผู้ที่เข้ามาใหม่และผู้ที่ต้องการปรับปรุงกิจการเดิมที่มีอยู่แล้ว สรุปขั้นตอนในการเริ่มต้นการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตได้ดัง นี้
  1. พิจารณาความพร้อมของบริษัท
    พิจารณาว่าจะพัฒนาเว็บไซต์มาเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่นเพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท ประชาสัมพันธ์สินค้า หรือว่าเพื่อมุ่งขายสินค้าโดยตรง ซึ่งแต่ละวัตถุประสงค์ก็จะมีองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ต่างๆกัน ทำให้ต้องมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานโดยละเอียด เพื่อให้มีแผนการทำงานที่แน่นอน
  2. เลือกสินค้าที่จะจำหน่าย
    ควรศึกษาถึงความเป็นไปได้ของสินค้าที่จะจำหน่าย ดูสภาพตลาดว่ามีสินค้าประเภทเดียวกันนี้ในท้องตลาดมากน้อยเพียงใด แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสินค้าของเรา เพื่อศึกษาหาความเป็นไปได้ในการเจาะตลาดนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ยากเท่านั้นอาจเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มช่องทางจำหน่ายเท่านั้น สินค้าที่จะจัดจำหน่าย ราคาต้องไม่สูงเกิน ไป และสามารถจัดส่งได้สะดวก สินค้าที่จำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ตจะแบ่งได้เป็นสองรูปแบบคือ สินค้าที่จับต้องได้ (Physical Goods) คือสินค้า ทั่วๆไป และสินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Digital Goods) เช่นเพลง ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และการบริการ (Services)
  3. พัฒนาเว็บไซต์
    จะทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นที่แน่นอนว่าสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ เว็บไซต์ การพัฒนาเว็บไซต์ประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังต่อไปนี้
    • กำหนดโครงสร้างของเว็บไซต์ว่าจะมีอะไรบ้าง เช่น Homepage, Company Profile, Product and Service, FAQ, Contact เป็นต้น
    • กำหนดรูปแบบของเว็บไซต์และเว็บเพจว่าภาพโดยรวมเป็นอย่างไร เรียบง่ายแต่รวดเร็ว หรือมีลูกเล่นมากแต่แสดงผลช้า
    • กำหนดวิธีการอธิบายลักษณะสินค้า และบริการให้สมบูรณ์
    • กำหนดราคาสินค้า (บาทและดอลลาร์สหรัฐฯ) ราคารวมค่าขนส่ง/ประกันภัย/ภาษี
    • ลงรายละเอียดของร้านค้าที่ลูกค้าจะติดต่อได้
    • กำหนดและระบุนโยบายการคืนสินค้า ถ้าไม่มีนโยบายการคืนสินค้าร้านค้าต้องแจ้งลูกค้าทราบ

    ในเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์นี้ ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้มีความรู้ในด้านนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้น เนื่องจากในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง จึงทำให้ราคาไม่แพง นอกจากนั้นผู้ให้บริการเหล่านั้นยังมีประสบการณ์ในการพัฒนามาและยังมีทรัพยากรที่งพร้อมเพียงอีกด้วย
  4. การรับและบริหารการสั่งซื้อ
    • ระบบการสั่งซื้อ (Odering System)
    • ระบบการชำระเงิน (Payment System) วิธีที่สะดวกที่สุดคือการรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต
    • ยืนยันคำสั่งซื้อ
    • บรรจุสินค้าเพื่อทำการจัดส่ง
    • วิธีการส่งต้องรวดเร็วและสะดวก โดยเสนอทางเลือกให้ลูกค้าด้วย

    ท่านสามารถใช้บริการทั้งของรัฐคือการสื่อสารแห่งประเทศไทยและเอกชน ซึ่งจะมีบริการให้ท่านอยู่แล้ว สำหรับการประกอบการค้าบนอินเทอร์เน็ต ถ้าท่านเลือกบริษัทรับจัดส่งที่มีบริการติดตามสินค้าด้วยยิ่งเป็นข้อดีใน การให้บริการไปในตัวด้วย
  5. ดำเนินการทางด้านภาษีให้ถูกต้อง
    ดังที่กล่าวไว้แล้วในหัวข้อ 4.4

3. ช่วงเวลาใดที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
     ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเริ่มต้นทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็คือเมื่อคุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีศักยภาพและความพร้อมเพียงพอ อย่าลังเลรีรอ ถึงแม้ว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ใหม่มาก ยังต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัวของสังคมอีกนานพอสมควรกว่าจะทำให้นวัตกรรมนี้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับด้านอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ในช่วงแรกที่เข้าสู่ระบบนี้ก็ยังประสบปัญหาและเสียเวลาในการปรับกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเข้าสู่ระบบนี้ได้เร็วเท่าไหร่ย่อมหมายถึงว่าเวลาและโอกาสที่จะใช้ในการเรียนรู้และปรับตัวก็มีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ทั่วโลกพร้อม คุณก็จะพร้อมแล้วเช่นกัน
อีกประการหนึ่งคือ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วทำให้การกระจายข่าวบนชุมชนอินเทอร์เน็ตทำได้รวดเร็ว ซึ่งย่อมเป็นผลดีแก่ผู้บุกเบิกหรือริเริ่มอะไรใหม่ๆ เพราะจะได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมาก ทำให้ได้เปรียบในเรื่องของชื่อเสียงและภาพพจน์ของบริษัท

4. การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นมากน้อยเพียงใด
     คำตอบในข้อนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆประการ เช่น ขนาดและความซับซ้อนของเว็บไซต์ แผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงงบประมาณหลักๆที่จำเป็นต้องมีไว้ในกรณีที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง คืองบประมาณสำหรับคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ค่าจ้างในการทำเว็บไซต์ ค่าดูแลรักษาเว็บไซต์ และ ค่าโฆษณา เป็นต้น โดยรวมแล้วอยู่ประมาณหลักแสนถึงล้านบาท อย่างไรก็ดีสำหรับผู้มีเงินทุนน้อย ไม่เพียงพอสำหรับวิธีนี้ ทางเลือกอื่นก็มี เช่น การสร้างเว็บไซต์บน Free Homepage หรือ การเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในไซเบอร์มอลล์ (Cyber Mall) ซึ่ง สองแบบหลังนี้ใช้เงินทุนน้อยกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าจ้างแรงงาน หรือ ค่าดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆ แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อๆไป อย่างไรก็ตามไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน ข้อดีของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็คือ เงินลงทุนที่ใช้นั้นน้อยกว่าที่ใช้สำหรับการมีร้านหรือธุรกิจแบบกายภาพเป็นอย่างมาก

5. จะเลือกเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับธุรกิจได้อย่างไร
      เกณฑ์การเลือกเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับธุรกิจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ ขนาดของธุรกิจที่ตั้งใจไว้ ถ้าตั้งใจทำเว็บไซต์ขนาดใหญ่หลายสิบหน้า มีลูกค้าเยี่ยมชมซื้อสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง ก็จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพและราคาสูงกว่าซอฟต์แวร์สำหรับเว็บไซต์ที่มีอยู่ไม่กี่หน้า งบประมาณก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งแน่นอนว่างบประมาณน้อยย่อมมีทางเลือกที่จำกัดกว่า
      การประเมินจากประเภทของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็สามารถช่วยในการตัดสินใจได้ ถ้าเว็บไซต์เป็นแบบ B2C ซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้ก็จะแตกต่างจากสำหรับ B2B เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับ B2C จะต้องมีในส่วน ของภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขนส่ง เป็นต้น แต่ในส่วนของ B2B ตรงนี้อาจไม่จำเป็น เพราะสามารถทำได้ใน Extranet
      ทั้งนี้และทั้งนั้น ขอให้คำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก ช่วงเริ่มต้นนี้ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยที่สุด ขึ้นอยู่กับความจำเป็นจริงๆมากกว่า ขอให้ตอบสนองคุณลักษณะพื้นฐานต่างๆที่คุณต้องการใช้ได้ทั้งหมดก็พอ เทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เลือกที่ใช้ประโยชน์ได้เพียงพอ แล้วเลือกที่จะอัพเกรดในภายหลัง เมื่อถึงเวลาที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะดีกว่า
      เมื่อได้เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การติดตั้งระบบ ซึ่งอาจมีผู้สงสัยว่าควรเลือกที่จะทำด้วยตัวเองหรือจะจ้างบริษัทภายนอกมาดำเนินงานให้ทั้งหมด คำตอบก็ขึ้นอยู่กับความสำคัญของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อองค์กรของคุณ และข้อที่ต้องพิจารณาอื่นๆอีกหลายประการ ซึ่งทั้งสองวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป
      หากต้องการสร้างระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นจากทีมงานภายในบริษัทเอง บริษัทจำเป็นต้องจ้างวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูง ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือ ความยืดหยุ่นของระบบมีสูง และสามารถพัฒนาระบบให้เข้ากับธุรกิจได้ดีกว่าและสามารถปรับเปลี่ยนระบบได้ตามความต้องการ อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของวิธีนี้ก็คือ ความจำเป็นที่ต้องจ้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงในด้านเทคโนโลยีไว้ภายในบริษัท ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูง และอาจมีปัญหาเรื่องการรักษาบุคลากรเอาไว้อีกด้วย เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แต่หากว่าบริษัทของคุณมีขนาดใหญ่พอสมควรและพิจารณาแล้วว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือที่สำคัญของบริษัท ทางเลือกนี้ก็น่าจะจำเป็น
      อีกวิธีหนึ่งคือ การมอบหมายให้บริษัทที่เชี่ยวชาญในด้านนี้รับผิดชอบ (Outsource) ข้อดีของวิธีนี้อยู่ตรงที่ช่วยลดปัญหาเรื่องการบริหารบุคลากรและอาจมีต้นทุนต่ำกว่าในกรณีที่ไม่มีการไม่แก้ไขหรือปรับปรุงระบบบ่อยเกินไปนัก ส่วนข้อเสีย ก็คือ การสื่อสารกับบริษัทภายนอกมักทำได้ไม่เต็มที่เท่ากับการสื่อสารกับบุคลากรภายใน ซึ่งอาจทำให้ระบบที่ได้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้อย่างเต็มที่
      ประการสุดท้ายเรื่องของความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ ถ้าหากคุณไม่ได้คิดจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาจากสองมือของคุณเองแล้ว ความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าคอร์สเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซับซ้อนเพิ่มเติม ณ เวลานี้แต่ละบริษัทต่างให้ความสำคัญกับความง่ายและสะดวกสบายในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอันดับต้นๆอยู่แล้ว บ

6. มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีมากน้อยเพียงใด
      เมื่อผู้ผลิต ผู้ขาย และลูกค้า เข้ามาอยู่ในระบบการติดต่อที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลกภายในเสี้ยววินาที ก่อให้เกิดการซื้อขายอย่างคล่องตัว ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น จากการสำรวจของบริษัท International Data Corporation ได้ประมาณมูลค่าการค้าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศต่างๆในปี พ.ศ. 2546 ไว้ดังนี้

ตารางที่ 1 คาดการณ์มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ปี 2546 โดย Information Data Center Co., Ltd.

ประเทศ
มูลค่า (ล้านบาท)
อินโดนิเซีย
มาเลเซีย
ฟิลิปปินส์
สิงคโปร์
ไทย
เวียดนาม
 
51,680
78,510
38,420
106,780
50,920
1,204
 

 

7. ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีมากน้อยเพียงใด
      เนื่องจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำธุรกิจในปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จึงได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากรายชื่อเว็บไซต์คนไทยทั้งสิ้นจำนวน 6,460 เว็บไซต์ ระหว่างช่วงเดือน มกราคม – พฤษภาคม พ.ศ. 2544 พบว่ามีเพียงร้อยละ 11 เท่านั้นที่ได้มีการนำระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในเว็บไซต์

รูปที่ 1 ประเภทอุตสาหกรรมที่มีเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด 3 อันดับแรก

กลุ่มธุรกิจที่มีการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยว โดยคิดเป็นร้อยละ 26 รองลงมาคือ ธุรกิจคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15 และธุรกิจเครื่องนุ่งห่มตามมาเป็นอันดับที่ 3 ที่ร้อยละ 8 (รูปที่ 1)
ในการสำรวจได้แบ่งระดับการประกอบพาณิชย์อิเล็กทนร้อยละ 12 นร้อยละ การใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเว็บไซต์ต่างๆ ออกเป็น 5 ระดับ ดังนี้ (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 ระดับการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส

ระดับที่ 1 มีเฉพาะระบบเลือกซื้อสินค้า คือเว็บไซต์ที่เฉพาะระบบการเลือกสินค้าเท่านั้น แต่ยังไม่ระบุการชำระเงินหรือการส่งสินค้าไว้ เว็บไซต์ประเภทนี้มีประมาณร้อยละ 21
ระดับที่ 2 มีระบบเลือกซื้อสินค้า ชำระเงินออฟไลน์ ไม่ระบุการขนส่ง คือเว็บไซต์ที่มีระบบการเลือกสินค้า และบอกวิธีการชำระเงินไว้ แต่ไม่ใช่การชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต (เช่น ชำระเงินกับพนักงานส่งสินค้า หรือชำระเงินผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เป็นต้น) และยังไม่มีการระบุการขนส่ง ระดับที่ 2 นี้ มีเว็บไซต์คิดเป็นประมาณร้อยละ 15
ระดับที่ 3 มีระบบเลือกซื้อสินค้า ชำระเงินออฟไลน์ ระบุการขนส่ง คือ เว็บไซต์ที่มีระบบการเลือกสินค้า มีวิธีการชำระเงินที่ไม่ใช่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และมีการระบุวิธีการขนส่งสินค้า ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 19
ระดับที่ 4 มีระบบเลือกซื้อสินค้า ชำระเงินออนไลน์ ไม่ระบุการขนส่ง คือเว็บไซต์ที่มีระบบเลือกสินค้า สามารถชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ (โดยการใช้บัตรเครดิตได้) แต่ไม่มีวิธีการขนส่งระบุไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ประเภทนี้จะเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับงานด้านบริการ เช่น ด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมที่ไม่จำเป็นต้องมีการขนส่งสินค้า มี ประมาณร้อยละ 18
ระดับที่ 5 มีระบบเลือกซื้อสินค้า ชำระเงินออนไลน์ ระบุการขนส่ง เว็บไซต์ที่มีระบบเลือกสินค้า ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ และยังมีวิธีการขนส่งระบุเอาไว้อย่างชัดเจน มีประมาณร้อยละ 29
วิธีการชำระเงินของผู้ประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย
สำหรับวิธีการชำระเงินที่นิยมใช้ในเว็บไซต์เหล่านี้ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่นิยมการชำระเงินโดยใช้บัตรเครดิต โดยการจัดอันดับพบว่านิยมชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิตวีซ่า มาสเตอร์ และอเมริกันเอ็กซ์เพรส คิดเป็นร้อยละ 64, 62, และ 40 ตามลำดับ รองลงมาคือการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารหรือการตัดบัญชีธนาคารของลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 39 นอกจากนั้นก็เป็นวิธีการอื่นๆ อีกเช่น การชำระเงินกับผู้ส่งสินค้าโดยตรง ชำระเงิน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ชำระเงินโดยเช็ค ธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงิน รวมทั้งการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตอื่นๆ ทั้งของในและต่างประเทศ เป็นต้น
การจัดส่งสินค้าและบริการของผู้ประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย
ในเรื่องการส่งสินค้า เว็บไซต์ของคนไทยที่มีการทำอินเทอร์เน็ตคอมเมอร์ซส่วนใหญ่จะนิยมการส่งสินค้าผ่านบริการของบริษัทที่รับทำหน้าที่ส่งสินค้าและพัสดุ โดยอันดับแรกที่นิยมใช้บริการกันมาก คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 48 รองลงมาคือ บริษัท DHL บริษัท UPS และ บริษัท Federal Express คิดเป็นร้อยละ 23, 21, และ15 ตามลำดับ
ภาษาที่ใช้ในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย
สำหรับภาษาที่ใช้ในเว็บไซต์ต่างๆ ของคนไทยนั้น ร้อยละ 66 ใช้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ที่เหลือร้อยละ 34 ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ที่มา : http://www.ecommerce.or.th/doc/survey/websurvey.pdf

8. ก่อนจะเริ่มธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องทำอย่างไร
1.สำรวจตัวเอง เพื่อค้นหาจุดอ่อน/จุดแข็งของสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • เป้าหมาย
  • สินค้าและบริการ
  • ต้นทุน
  • บุคลากร
  • เทคโนโลยี

2.สำรวจตลาด เพื่อทราบความต้องการของตลาด

  • กลุ่มเป้าหมาย
  • ความต้องการของตลาดด้านสินค้า/บริการ
  • ราคา
  • พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค

3.สำรวจคู่แข่ง เพื่อสร้างความแตกต่าง

  • สินค้า/บริการ
  • ราคา
  • กลุ่มเป้าหมาย

4.สำรวจศักยภาพทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในด้านต่างๆ ต่อไปนี้

  • ระบบสั่งซื้อ
  • ระบบโต้ตอบอัตโนมัติ
  • ระบบส่งเสริมการขาย
  • ระบบชำระเงิน
  • ระบบหลังร้าน
  • ระบบรักษาความปลอดภัย

9. การจัดส่งสินค้าในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีรายละเอียดอย่างไร
    ในการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญมากได้แก่ การจัดส่งสินค้า ซึ่งระบบจัดส่งสินค้าที่ผู้ประกอบการเลือกใช้ในจะต้องมีความแน่นอน เชื่อถือได้ และตรงกับเวลาที่ลูกค้าคาดหวังในการรอรับสินค้า การมีระบบการจัดส่งสินค้าที่ดีช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา เพิ่มความพอใจให้กับลูกค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านั้นๆ บริการต่างๆ เหล่านั้นได้แก่
- รับส่งเอกสารด่วน
- รับส่งพัสดุภัณฑ์ด่วน
- บริการหีบห่อหลายขนาดตามความเหมาะสมของสิ่งของนั้นๆ
- บริการรับของซึ่งรวมถึงการตรวจรับของที่รับมา
- การจัดการคลังสินค้าร่วมกับการเข้าใช้ระบบการจัดการคลังสินค้าทั่วโลก
- การจัดการที่จัดเก็บของและโกดัง
- การรวมของและการแยกของ
    บางแห่งอาจจะมีบริการพิเศษ เช่นสามารถติดตามพัสดุที่จัดส่งได้ เช่น DHL, FedEx, EMS หรือมีบริการรับประกันสินค้าส่งด่วนสูญหาย เช่น DHL เป็นต้น ผู้ประกอบการควรเลือกบริษัทที่มีบริการที่ตรงกับความต้องการของตน และทำความตกลงในการส่งสินค้าให้กับลูกค้ากับบริษัทผู้จัดส่ง ในปัจจุบันมีทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายแห่งที่ให้บริการด้านนี้ เช่น UPS, DHL, FedEx และ EMS

ที่มา : ปรีชา เมฆศรีสุวรรณ e-Commerce Executive, DHL International (Thailand) Ltd. สรุปประเด็นการสัมมนา “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจการเกษตรไทย” วันที่ 27-28 มกราคม 2543 ณ สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สมชาย จันทรสิริสุข Area Sales Manager, UPS Parcel Delivery Service Limited สรุปประเด็นการสัมมนา “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจการเกษตรไทย” วันที่ 27-28 มกราคม 2543 ณ สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://www.dhl.co.th/local/index.html
http://www.ups.com/asia/th/engindex.html
http://www.fedex.com/th/
http://www.cat.or.th/index_t.html

10. ตัวอย่างธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ประสบความสำเร็จได้แก่ธุรกิจใดบ้าง
    การจะประสบความสำเร็จในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับ โมเดลทางธุรกิจ (Business Model) ว่าเหมาะสมกับประเภทของสินค้าและบริการหรือไม่ อะไรจะเป็นตัวสร้างรายได้เข้าสู่บริษัท อินเทอร์เน็ตจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร และมีกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างไร ที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในครั้งแรก และกลับมาอีกในครั้งต่อๆไป

ศึกษาเพิ่มเติมได้ในส่วนกรณีศึกษา http://www.ecommerce.or.th/casestudy.html

11. อยากจะประสบความสำเร็จในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องทำอย่างไร
    การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
1. สำคัญ
     ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะประสบความสำเร็จได้ ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจังต่อองค์กรเสียก่อน บุคลากรทุกระดับในองค์กรต้องรับทราบและให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรศึกษาถึงการนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ
2. สำรวจ
     สำรวจข้อมูลในหลายๆ ด้านก่อนนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดูจุดแข็งของเว็บไซต์เรา
3.สร้างแผนปฏิบัติการ
     การวางแผนที่ดีจะนำไปสู่การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตรงจุดประสงค์ที่สุด ดังนั้นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ มีการกำหนดเป้าหมายให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด และพิจารณาดูว่าประเภทของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบใดเหมาะสมกับความเป็นจริงและความถนัดขององค์กรเรามากที่สุด
4.สะดวก
     ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะสร้างขึ้นต้องคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละฝ่ายมีดังนี้

ตารางที่ 1 ระบบการทำงานของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อและผู้ขาย

สำหรับผู้ซื้อ
สำหรับผู้ขาย
-ระบบข้อมูลลูกค้า (Login)
-ระบบ Catalog สินค้า
-ระบบสั่งซื้อพร้อมคำนวณราคา
-ระบบติดตามสินค้าที่สั่งซื้อ
-ระบบดูการสั่งซื้อในอดีต
-ระบบวิเคราะห์ยอดการสั่งซื้อของลูกค้า
-ระบบขอข้อมูล/ราคา
-ระบบชำระเงิน
 
-ระบบบริหารลูกค้า
-ระบบติดต่อลูกค้า (Customer Relation)
-ระบบบริหาร Catalog สินค้า
-ระบบบริหารสั่งซื้อจากลูกค้า
-ระบบวิเคราะห์ยอดขาย
-ระบบออกใบสั่งสินค้าไปยังโรงงาน
-ระบบเก็บข้อมูลที่ผู้ซื้อขอข้อมูลเข้ามา
 

5.ส่วนตัวและปลอดภัย
     มีการประกาศนโยบายเรื่องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าอย่างชัดเจน มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล มีการร่วมมือกับองค์กรที่มีชื่อเสียงด้านการรักษาความปลอดภัย บุคลากรที่มารับผิดชอบข้อมูลต่างๆ บนเว็บหรือบริษัทที่รับพัฒนาเว็บจะต้องได้รับการตรวจสอบมาเป็นอย่างดี
6.สัดส่วน
     ต้องกำหนดให้เหมาะสมระหว่างความสวยงาม (รูปแบบ กราฟิก) กับการใช้งาน (ความรวดเร็วในการใช้งาน ระบบต่างๆ)
7.ส่งเสริมการตลาดของเว็บไซต์
     โดยการใส่ไว้ใน Search Engine /Directory หรือร่วมกับเว็บไซต์ทางรัฐ หรือทำการโฆษณาลงบนสื่อที่ใช้อยู่/สื่ออินเทอร์เน็ต หรือ e-Mail ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

8.สถิติ
     ควรมีผู้ดูแลเก็บรวบรวมสถิติต่างๆ และ Feedback ต่างๆ อย่างจริงจังและเป็นระบบ เพื่อดูจุดบกพร่องและจุดดีของระบบ เพื่อจะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้ระบบดียิ่งขึ้น
ที่มา : วิทูร หวังสงวนกิจ บริษัท บิซโพเทนเชียล จำกัด ,การสัมมนา “อุตสาหกรรมอาหารไทยก้าวไกลด้วย e-Commerce” วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2544

 

12. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยขั้นตอนทางธุรกิจอะไรบ้าง
    พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยขั้นตอนทางธุรกิจต่างๆ ดังนี้
1.การโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการ ให้เป็นที่รู้จักของลูกค้าผ่านสื่อต่างๆ
2.การสั่งซื้อ เมื่อลูกค้าพอใจในสินค้า/บริการ จะทำการสั่งซื้อสินค้า/บริการดังกล่าว
3.การชำระเงินค่าสินค้า/บริการนั้นๆ ซึ่งจะต้องทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัย
4.การจัดส่งสินค้า/บริการ โดยผู้ประกอบการต้องจัดส่งสินค้า/บริการให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว และตรงเวลา

     แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานของธุรกิจเฉพาะอย่าง จะพบว่ามีการดำเนินงานที่มีลักษณะเฉพาะตัวออกไป เช่น ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ที่จะต้องมี Customer Relationship, Customer Service ที่จะต้องเก็บประวัติของลูกค้า และพยายามรักษาลูกค้าเดิมเอาไว้ โดยการเชิญชวนลูกค้าเหล่านั้นให้กลับมายังโรงแรม เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าของการให้บริการ และเป็นการสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้า

13. Free Homepage คืออะไร ใช้ทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่
    Free Homepage คือ เนื้อที่บางส่วนบนเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่ให้ผู้เข้าชมเพื่อนำไปสร้างเว็บไซต์ของตนเอง โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น นอกจากเนื้อที่บนเซิร์ฟเวอร์แล้ว ซอฟต์แวร์บางอย่างที่จำเป็นสำหรับการสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นก็มีพร้อมไว้ให้บริการฟรีเช่นกัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับสร้างกราฟิก ซอฟต์แวร์สำหรับอัพโหลดเว็บเพจ เป็นต้น การสร้างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นจากการสร้างเว็บไซต์แบบนี้สามารถทำได้ แต่มีข้อควรคำนึงบางประการ เพราะว่าการให้เนื้อที่แบบฟรีๆเหล่านี้ของเว็บพอร์ทัล เช่น Yahoo! ก็เพื่อดึงดูดผู้ชมเข้ามาใช้เว็บไซต์ มิใช่เพื่อให้นำไปใช้ด้านธุรกิจโดยตรง ดังนั้นซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แคตตาล็อกสินค้า แบบฟอร์มสั่งสินค้า การคิดคำนวณภาษี หรือ ระบบชำระเงิน จึงไม่มีไว้ให้ ทุกอย่างต้องสร้างขึ้นเองหรือติดต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งย่อมหมายถึงความยุ่งยากที่จะตามมา ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่ผลที่ได้อาจไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เพราะเว็บไซต์ที่ออกมาจะขาดความน่าเชื่อถือซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังขาดความเป็นเอกลักษณ์ และเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีด้วย วิธีนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีทุนน้อย แต่ก็มีอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ทุนมากกว่าเล็กน้อยแต่สะดวกกว่ามาก และผลที่ได้ก็ดีกว่าด้วย นั่นก็คือ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยการเป็นส่วนหนึ่งของไซเบอร์มอลล์ (Cyber Mall) ซึ่งจะกล่าวในหัวข้อต่อ

 

 

 

 

14. มีเว็บไซต์ของตัวเอง หรือ อาศัยไซเบอร์มอลล์ (Cybermall) ข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร
     ข้อดีของการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็คือความสามารถในการตอบสนองความต้องการในทุกๆเรื่อง ตั้งแต่การเลือกโดเมนเนมจนไปถึงโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีต่างๆ อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง การพัฒนาระบบให้เข้ากับธุรกิจทำได้ดีกว่า การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในอนาคตทำได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีอิสระไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับหรือข้อตกลงกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง อย่างไรก็ดีทางเลือกนี้มีจุดอ่อนตรงที่ ความยุ่งยากในการสร้างและดูแลรักษาเว็บไซต์ ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ต้นทุนทางด้านเทคโนโลยี และ บุคลากรก็สูงทำให้มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง นอกจากนี้ การตลาดหรือประชาสัมพันธ์ต่างๆก็ต้องทำแต่โดยลำพัง ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ลำบาก การขาดซึ่งข้อมูลข่าวสาร อาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในตัวเว็บไซต์ได้ในที่สุด
      ส่วนการเป็นส่วนหนึ่งในไซเบอร์มอลล์นั้นข้อได้เปรียบคือมีค่าใช้จ่ายต่ำ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ที่ต้องการทดลองธุรกิจประเภทนี้หรือธุรกิจยังมีขนาดเล็กอยู่ อีกทั้งยังไม่ต้องยุ่งยากมาก ระบบต่างๆถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน จึงเรียนรู้ได้เร็ว สามารถมีธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตแบบสมบูรณ์เป็นของตนเองได้ในไม่กี่ชั่วโมง การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็เป็นหน้าที่หลักของมอลล์ ด้วยตัวชื่อเสียงของมอลล์และความหลากหลายของสินค้าเองแล้ว ทำให้ดึงการดูดลูกค้าเข้ามานั้นทำได้ไม่ยาก ความปลอดภัยต่างๆก็เชื่อถือได้ เพราะเป็นบริษัทใหญ่มีความมั่นคง มีผู้รับผิดชอบแน่นอนหากมีปัญหาใดๆเกิดขึ้น ส่วนข้อเสียเปรียบของการมีเว็บไซต์ประเภทนี้คือ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในกฎระเบียบของศูนย์ ขาดความยืดหยุ่น ในอนาคตหากยอดขายเพิ่มขึ้น ในที่สุดอาจต้องออกมาทำเว็บไซต์เป็นของตนเองิ

15. ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ได้ด้วยวิธีใดบ้าง
1.การประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์ของตัวเอง
      วิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการใช้เว็บไซต์ของตนเองในการทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งบางวิธีก็มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผู้เข้าชมใช้เวลาบนเว็บไซต์นานขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ในยี่ห้อสินค้า แต่บางวิธีก็เพื่อทำให้ผู้เข้าชมกลับมาที่เว็บไซต์อีก
1.1การลงทะเบียน
      วัตถุประสงค์ของการลงทะเบียนก็เพื่อเก็บรวบรวม ชื่อ นามสกุล e-Mail และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆของผู้เข้าชมเว็บไซต์ไว้โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น กรอกแบบสอบถามสั้นๆ สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับข่าวสาร และ ตอบปัญหาชิงรางวัล เป็นต้น การลงทะเบียนนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดสำหรับการประชาสัมพันธ์แบบนี้ เพราะข้อมูลที่คุณได้มานั้น โดยเฉพาะ e-Mail ทำให้คุณสามารถสานต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ เช่น การ e-Mail กลับไปหาเพื่อแจ้งรายการสินค้าใหม่ หรือ เมื่อมีโปรโมชั่นใหม่ที่น่าสนใจมานำเสนอ
1.2การแจกฟรีสินค้า หรือ คูปองส่วนลด
      การแจกฟรีสินค้าบางอย่างหรือคูปองส่วนลดก็เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่ผู้เข้าชมต้องเสียเวลาลงทะเบียน ตอบแบบสอบถาม หรือแม้กระทั่งเพียงแค่เสียเวลาเข้ามาชมเว็บไซต์
1.3“Call-to-Action” Words
      เป็นข้อความที่จูงใจให้ผู้เข้าชมเกิดการปฏิบัติต่อเว็บไซต์ เช่น “เพียงแค่คลิ้กเดียว หน้านี้ก็กลายเป็นโฮมเพจของคุณแล้ว”, “โทรหาเรา เดี๋ยวนี้สิคะ” หรือ “ลงทะเบียนกับเราสิคะ ของที่ระลึกรอคุณอยู่” เป็นประเภทของข้อความที่เป็นที่นิยมอย่างมากบนเว็บไซต์ต่างๆ
1.4กิจกรรมพิเศษ
      คือ การทำให้ผู้เข้าชมกลับมาที่เว็บไซต์อีกครั้งโดยใช้กิจกรรมพิเศษเป็นตัวดึงดูด เช่น การพูดคุยแบบออนไลน์กับดารา นักร้อง การถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตผ่านเว็บไซต์ หรือ การลดราคาสินค้าประจำปี เป็นต้น
1.5เว็บบอร์ด (Web Board)
      เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้ เว็บบอร์ดมีขึ้นเพื่อเป็นที่แสดงความคิดเห็นในหัวข้อเรื่องต่างๆที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเว็บไซต์จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมตั้งกระทู้ใหม่หรือแสดงความคิดเห็นในกระทู้เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งทุกข้อความจะปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ทันทีหลังจากที่ถูกพิมพ์เสร็จ วิธีนี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้เข้าชมกลับมายังเว็บไซต์อีกในภายหลัง เพื่อดูว่ามีความคิดเห็นใดเกิดขึ้นบ้างกับกระทู้ของตน หรือมีกระทู้ใหม่ใดบ้างที่น่าสนใจ

2.การประชาสัมพันธ์บน World Wide Web
มีมากมายทั้งแบบฟรีและแบบที่ต้องเสียเงิน แต่วิธีที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้
2.1การโฆษณาโดยใช้แบนเนอร์ จะกล่าวโดยละเอียดในหัวข้อ 5.16
2.2การแลกเปลี่ยนลิงค์ (Link) หรือแบนเนอร์ กับเว็บไซต์อื่นๆ
      เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่งอีกทั้งยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น การแลกปลี่ยนลิงค์คือการตกลงกับเว็บไซต์หนึ่งว่าต่างฝ่ายต่างจะนำลิงค์ของอีกฝ่ายหนึ่งไปไว้บนเว็บไซต์ของตน ลิงค์ที่ใช้อาจเป็นได้ทั้งตัวอักษร โลโก้ หรือ แม้กระทั่งแบนเนอร์ (ซึ่งมักเรียกว่าแลกเปลี่ยนแบนเนอร์แทน) โดยมากแล้วเว็บไซต์ที่จะยอมแลกเปลี่ยนลิงค์กันมักเป็นเว็บไซต์ที่มี ขนาด
ชื่อเสียง ประเภทเนื้อหา และกลุ่มเป้าหมาย ที่เหมือนกัน อย่างไรในบางกรณี การแลกเปลี่ยนลิงค์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงกว่ามาก อาจจะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้าง
2.3 การจดทะเบียนกับ Search Engine
      คำว่า Search Engine และ Directory มักถูกใช้แทนกันอยู่เสมอ แต่ในความจริงแล้วทั้งสองคำนี้มีความหมายต่างกัน Directory เปรียบได้กับสมุดโทรศัพท์ที่บรรจุรายชื่อเว็บไซต์พร้อมกับลิงค์ที่เชื่อมโยงไปยังโฮมเพจของแต่ละเว็บไซต์เท่านั้น ในขณะที่ Search Engine ใช้ดัชนีตัวแทน (Indexing Agents) ที่รู้จักกันดีในชื่อของ Spiders, Robots, Crawlers, หรือ Wanderers ที่สามารถค้นหาเว็บไซต์ที่มีคำที่ค้นหา (Keyword) ปรากฏอยู่ รวมทั้งลิงค์และหน้าต่างๆที่เกี่ยวกับเว็บไซต์นั้นไว้ได้ ข้อมูลที่ได้จาก Search Engine จึงละเอียดกว่า
      จริงๆแล้วมีมากมายหลายวิธี ที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและดึงดูดความสนใจของผู้ชมโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่วิธีที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ได้แก่ การขึ้นทะเบียนเว็บไซต์กับ Search Engine ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพียงไปยังแต่ละ Search Engine เช่น Google, Excite, Yahoo!, หรือ Altavista แล้วกรอกแบบฟอร์มขอขึ้นทะเบียนเว็บไซต์ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย นอกจากนี้ยังสามารถจดทะเบียนผ่าน http://www.registerit.com ที่มีชื่อเสียงในการให้บริการด้านนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

3.การประชาสัมพันธ์ในที่อื่นๆบนอินเทอร์เน็ต
3.1Newsgroup
      คือแหล่งชุมนุมของผู้ที่สนใจในเรื่องราวเดียวกันบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยการฝากข้อความ หรือสอบถามข้อมูลกันได้ การฝากข้อความใน Newsgroup นี้เปิดโอกาสให้คุณได้ทิ้งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้ง URL ของเว็บไซต์ของคุณไว้ด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์วิธีหนึ่ง หัวข้อเรื่องต่างๆ ใน Newsgroup มีอยู่มากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ บันเทิง เรียกได้ว่าคลอบคลุมเกือบทุกเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คน
3.2 Mailing Lists
      เป็นการรวบรวมชื่อและ e-Mail ของผู้ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเข้าด้วยกัน สามารถเป็นหนึ่งในรายชื่อนั้นได้โดยการส่ง e-Mail ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บรายชื่อนี้ไว้ หลังจากนั้นก็สามารถเริ่มแลกเปลี่ยนข้อความทาง e-Mail กับคนอื่นๆในรายชื่อนั้นได้

4.การประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้อยู่บนอินเทอร์เน็ต
      วิธีนี้ก็คือการประชาสัมพันธ์บนสื่อทั่วๆไปนั่นเอง เช่น การโฆษณาบนโทรทัศน์ วิทยุ หรือ ป้ายโฆษณากลางแจ้ง ซึ่งวิธีดังกล่าวต้องใช้เงินสูง ดังนั้นการแจกสินค้าพรีเมี่ยมพวกเครื่องเขียน เช่น ปากกาที่มีชื่อเว็บไซต์ของคุณอยู่ หรือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น แผ่นรองเม้าส์ ที่มีรูปโลโก้เว็บไซต์ของคุณอยู่ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ที่มา: The e-Commerce Question and Answer Book, Anita Rosen, AMACOM, 2000, p. 177
Marketing on the Internet, Jan Zimmerman, Maximum Press, 2001, p. 258


 

 

16. การโฆษณาบนเว็บไซต์มีกลยุทธ์ใดบ้าง
      วิธีการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมมากที่สุดวิธีหนึ่งได้แก่ การโฆษณาผ่านแบนเนอร์ (แถบโฆษณาบนเว็บไซต์) บน เว็บพอร์ทัลหลักๆ เช่น Yahoo!, Excite, และ Mweb เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่าเป็นเพราะเว็บไซต์ประเภทนี้มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ดังนั้นโอกาสของแบนเนอร์ที่จะเข้าถึงลูกค้าก็มีสูง
      บางบริษัทพบว่าการโฆษณาบนเว็บ Portal ใหญ่ๆสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ก็จริงแต่คนเหล่านั้นอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการก็ได้ ในทางตรงกันข้ามการโฆษณาบนเว็บไซต์ที่มีกลุ่มลูกค้าชัดเจนตรงกับเป้าหมายของสินค้าน่าจะได้ผลดีกว่า เช่น หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันฉบับใหม่อาจจะลงโฆษณาบน Qthai.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารด้านธุรกิจและการเงินของไทยมากกว่าจะไปลงโฆษณาบน Mweb.co.th หรือว่า ซอฟต์แวร์สร้างกราฟิกเวอร์ชันใหม่ล่าสุด อาจจะลงโฆษณาบน Webmaster.or.th แทนที่จะไปลงโฆษณาใน Thairath.com การลงโฆษณาแบบนี้แน่นอนว่าเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่าด้วย
      เมื่อความนิยมเช่นนี้เกิดขึ้นมากเรื่อยๆเว็บพอร์ทัลต่างๆจึงต้องหากลยุทย์ใหม่มานำเสนอ โดยเสนอการลงโฆษณาแบบใหม่ที่ขึ้นอยู่กับคำที่ผู้ชมต้องการค้นหา (Keyword) เช่น ถ้าผู้ชมคนหนึ่งใน Sanook.com ค้นหาคำว่า “อาหารไทย” ในหน้าที่แสดงผลลัพธ์ จะมีภาพโฆษณาของร้านอาหารต่างๆ ปรากฏขึ้นมาด้วย วิธีนี้จะช่วยทำให้โฆษณาเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น

คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต
Click-Through คือ จำนวนครั้งที่มีผู้คลิ้กลงบนโฆษณา มักใช้เปรียบเทียบระหว่างจำนวนครั้งที่โฆษณาผ่านตากับจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกคลิ้ก
Hits คือ จำนวนไฟล์ที่เซิร์ฟเวอร์ดาวน์โหลดมาจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ ความหมายของไฟล์ ก็คือ หน้าของเว็บไซต์ และ รูปภาพต่างๆ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้ดาวน์โหลด 1 หน้าเว็บไซต์ที่ประกอบไปด้วยรูปภาพ 4 รูป จะมี Hits ทั้งหมด 5 Hits เพราะ Hit ครั้งที่1 มาจากการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ และที่เหลืออีก 4 ครั้งจากการดาวน์โหลดรูปภาพ 4 รูปภาพนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Hits เป็นตัวชี้วัดที่ไม่ดีนัก เพราะมีจำนวนสูงมากเนื่องจากปกติแล้วหนึ่งหน้าเว็บไซต์จะประกอบไปด้วยหลายไฟล์
Pageview คือ จำนวนครั้งที่หน้าของเว็บไซต์ถูกดาวน์โหลด นับเฉพาะหน้าไม่นับรูปภาพ หรือส่วนประกอบอื่นๆบนหน้านั้น เป็นข้อมูลที่มักให้เอเจนซี่โฆษณาดูในแง่ของความคับคั่งของเว็บไซต์
Page Impressions คือ จำนวนผู้ที่เข้ามาในเว็บไซต์ทั้งหมด โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการนับซ้ำผู้เคยมาแล้วหรือไม่ คือเมื่อมีผู้ใดเข้ามาในเว็บไซต์ก็จะถูกนับรวมอยู่ในนี้ทั้งหมด หนึ่งคนที่เข้าชมบ่อยๆ จะถูกนับซ้ำเป็นสิบเป็นร้อยครั้งได้ การวัดแบบนี้จึงทำให้ได้ตัวเลขที่สูงมาก
Unique Visitor คือ จำนวนผู้ที่เข้ามาในเว็บไซต์ที่ถูกนับเมื่อมีการเข้ามาเพียงครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะเข้ามาอีกกี่ครั้งในระยะเวลาที่กำหนดก็จะไม่ถูกนับซ้ำอีก การวัดแบบนี้จะดูจาก IP Address ของผู้เข้าชมที่เหมือนกันทุกครั้ง แต่มีบางกรณีที่ บาง ISP ใช้ระบบที่เรียกว่า Dynamic Host Configuration Protocol ที่ทำให้ IP Address ของผู้เข้าชมคนเดิม เปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่มีการต่ออินเทอร์เน็ต ดังนั้นระบบนี้จึงทำให้การวัดแบบนี้ไม่ได้ผล

ที่มา: http://www.webopedia.com

17. สามารถสร้างรายได้บนเว็บไซต์ด้วยวิธีใดบ้าง
      หลายๆครั้งที่คุณคงแปลกใจเมื่อเห็นบางเว็บไซต์ (โดยเฉพาะ เว็บพอร์ทัล หรือ Search Engine ต่างๆ) ใช้เงินลงทุนสูงเพื่อคุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหา การออกแบบที่สวย สะดุดตา แต่ไม่พบว่าเว็บไซต์เหล่านี้มีการค้าขายสินค้าใดๆเลย แล้วเจ้าของเว็บไซต์เหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร คำตอบก็คือโดยมากแล้วเว็บไซต์ประเภทนี้มีรายได้จากค่าโฆษณาเหมือนสื่ออื่นๆทั่วๆไป เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือ สิ่งพิมพ์ ที่อัตราค่าโฆษณาจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชม เว็บไซต์เหล่านี้จึงต้องเน้นการพัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัยและถูกใจผู้ชมมากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงว่า จะสามารถเรียกอัตราค่าโฆษณาได้สูง
      อย่างไรก็ดีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีหลายรูปแบบ รายได้สามารถเกิดได้จากหลายวิธี ในทีนี้ขอยกตัวอย่างเฉพาะแหล่งสำคัญๆ อันได้แก่

1. ค่าโฆษณา (Advertising Fee)
      คิดจากแบนเนอร์ (Banner) ที่ลงอยู่ในเว็บไซต์ แตกต่างไปตามตำแหน่งและประเภทของแบนเนอร์ เช่น 50,000 บาทต่อเดือน สำหรับแบนเนอร์ที่อยู่ด้านซ้ายและขวาในหน้าโฮมเพจของ Siam2you.com หรือเพียง 20,000-35,000 บาทต่อเดือน สำหรับแบนเนอร์ตำแหน่งเดียวกันที่อยู่ในหน้าอื่นๆ ส่วนแบนเนอร์ที่อยู่ด้านบนสุดของเว็บเพจ จะคิดในอัตรา 450 บาท ต่อ หนึ่งพันครั้งที่มีคนเห็น (CPM)

2. ค่าร่วมประชาสัมพันธ์ (Partnership Fee)
      คู่ค้าที่นำเนื้อหามาร่วมให้บริการแก่บางเว็บไซต์ต้องเสียค่าประชาสัมพันธ์ โดยใช้วิธีนำเสนอเรื่องทั่วๆไปที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสินค้าของตน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมสนเกิดความสนใจในสินค้า ตัวอย่างเช่น ในหัวข้อที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Mweb.co.th อาจจะมีบริษัทเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือบางแห่งนำเนื้อหาเกี่ยวกับ GPRS ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้มานำเสนอ ซึ่งในหน้านี้ก็จะมีแบนเนอร์ที่เป็นของบริษัทเชื่อมโยงผู้ชมไปสู่เว็บไซต์โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดของบริษัทด้วย

3. ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Transaction Fee)
      ebay จะคิดค่าธรรมเนียมซื้อขาย ประมาณ 1.25-5 เปอร์เซนต์ ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของตน

4. ค่าเช่าที่บนเว็บไซต์ (Rental Fee)
      Comsaving.com เป็น e-Marketplace ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการซื้อขายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผู้ขายรายใดที่สนใจต้องการมีหน้าร้านอยู่บนเว็บไซต์นี้ ก็เพียงแต่เสียเงิน 2,900 บาทต่อเดือนเท่านั้น

5. ค่าบริการเสริมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหรือบริษัท (Service Fee)
      Homeandi.com เป็นเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อและขายบ้าน ผู้ขายต้องจดทะเบียนกับบริษัทเพื่อที่จะได้มีโอกาสโฆษณาประกาศขายบ้านของตนบนเว็บไซต์ เมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้น ทาง Homeandi.com จะคิดค่านายหน้า 0.75 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย

18. สินค้าแบบใดที่ควรนำมาซื้อขายบนอินเทอร์เน็ต
      กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ แบ่งกลุ่มของประเภทสินค้าและบริการที่จำหน่ายบนอินเทอร์เน็ต เป็นดังต่อไปนี้
  1. กลุ่มสินค้าที่จับต้องได้ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหาร ของใช้ สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง ของตกแต่ง ของชำร่วยต่างๆ เป็นต้น
  2. กลุ่มสินค้าที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ เพลง ภาพยนตร์ วิดีโอ ซอฟต์แวร์ เป็นต้น
  3. กลุ่มสินค้าบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร บริการรถเช่า บริการทัวร์และจองตั๋วเครื่องบิน บริการฝากขายอสังหาริมทรัพย์ และบริการข้อมูลต่างๆ เป็นต้น

หลักในการพิจารณาว่าสินค้าใดเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถทำการตลาดได้ง่าย และสร้างรายได้ได้ดี มีดังนี้

  1. สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง อย่างแรกเราต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะทำให้เราประสบความาสำเร็จอย่างรวดเร็ว ต้องมีอำนาจซื้อ (มีเงิน) จากนั้นดูความต้องการสินค้าที่เขายังขาดอยู่ และเมื่อรู้ตัวสินค้านั้น ก็ต้องทราบความต้องการใช้งานที่แท้จริงเป็นอย่างไร เป็นความต้องการถาวรหรือไม่ หรือว่าเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ต้องการซื้อในราคาเท่าใด หากซื้อจะไปซื้อที่ช่องทางใด และมีปัจจัยในการซื้อสินค้าที่ว่านี้อย่างไร
  2. ต้องจัดหาได้โดยง่าย เราสามารถผลิตหรือสร้างสรรค์เองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงโรงงานผลิต เพราะจะทำให้เสียเวลารอคอยควบคุมต้นทุนไม่ได้ ฉะนั้นควรขายสินค้าที่เป็นต้นฉบับ แล้วสามารถให้ลูกค้า Copy จากต้นฉบับนี้ได้เองโดยอัตโนมัติเป็นดีที่สุด
  3. ไม่ต้องจัดส่ง คือขายเสร็จแล้วไม่ควรจะต้องเสียเวลาบรรจุหีบห่อ เพราะการส่งมอบด้วยวิธีปกติจะทำให้สินค้ามีโอกาสเสียหาย หรือล่าช้าได้ อาจทำให้ลูกค้าปฏิเสธการรับสินค้า ทางที่ดีการจัดส่งควรอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เช่น หนังสือพิมพ์ เพลง เป็นต้น
  4. ขายตัวเองได้โดยอัตโนมัติ สามารถสร้างระบบการขายแลกเปลี่ยนอัตโนมัติ คือเชื่อมต่อกับระบบตะกร้า ระบบรับชำระเงินเรียลไทม์หรือออนไลน์ เมื่อบัตรเครดิตอนุมัติผ่านแล้ว ก็ให้ผู้ซื้อเข้าไปรับสินค้า/บริการนั้นๆ ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเป็นภาระแก่เจ้าของเว็บอีก เช่น ลูกค้าเข้าไปดาวน์โหลดได้เลย
  5. ผู้ซื้อสามารถจัดการเองได้ เลือกคุณลักษณะหรือบริการปลีกย่อยได้เอง เมื่อลูกค้าเลือกจนเป็นที่พอใจแล้ว ระบบสามารถคิดราคายืดหยุ่นให้โดยอัตโนมัติ
  6. ราคาเหมาะสม ซื้อ-ขายคล่อง ราคาของสินค้า/บริการควรจะอยู่ในระดับที่ซื้อ-ขายคล่อง และมีหลายระดับราคาให้เลือก มักอยู่ในช่วงตั้งแต่ 10-200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งราคาระดับนี้จะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกกล้าที่จะเสี่ยง และเมื่อได้รับสินค้า/บริการในทันทีก็จะมั่นใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการมีระดับราคาต่ำๆ ไว้ให้เป็นตัวเลือกนั้นถือว่าสำคัญมาก เพราะลูกค้าบางรายจะทดลองซื้อสินค้าที่ถูกที่สุดในร้านก่อนเพื่อทดสอบคุณภาพการให้บริการก่อน
  7. จับกลุ่มเป้าหมายได้กว้าง ไม่ควรจำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพราะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นเว็บไซต์ของเราควรทำเป็นภาษาอังกฤษ หรือถ้าจะให้ควรจัดทำเป็นภาษาท้องถิ่นของประเทศกลุ่มเป้าหมายไว้ด้วย
  8. หาได้ยากในท้องตลาดทั่วไป ไม่เช่นนั้นจะขายได้ลำบาก พยายามคิดริเริ่มสินค้าใหม่ๆ ที่ตลาดต้องหาออกมา ต้องขยันปรับปรุงเพื่อให้แตกต่างกับที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดตลอดเวลา เป็นการดึงลูกค้าให้เป็นลูกค้าประจำและเพิ่มคุณค่าของสินค้า
  9. ขายได้ต่อเนื่อง หรือต้องซื้อเป็นประจำ ควรเป็นระบบเช่า เพราะจะสร้างกระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง และหมุนเวียนตลอดเวลา หรือเป็นสินค้าประเภทที่มีวันหมดอายุ หรือใช้แล้วหมดไปทำให้ต้องมาต่ออายุ หรือสมัครเป็นสมาชิกประจำ หรือทำให้สินค้านั้นตกรุ่นบ่อยๆ
  10. จัดระบบการขายแบบ Multi-Level Marketing (MLM) ได้ ควรเป็นสินค้า/บริการที่มีคนใช้เป็นจำนวนมาก เข้าใจง่าย แพร่หลาย และมีส่วนต่างของกำไรมาก พอที่จะจัดแบ่งให้แต่ละลำดับชั้นของตัวแทนขายที่ต้องจัดสรรค่าคอมมิชชั่นลงไปเป็นทอดๆ
  11. คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก สินค้าที่ว่านี้ต้องมีคุณลักษณะพิเศษ ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อท่านนำออกขายได้ไม่นาน คู่แข่งก็อาจจะลอกเลียนแบบและทำออกมาขายแข่ง ซึ่งกลายเป็นว่าเราคิดสินค้าขึ้นมาแต่คนอื่นได้กำไรแทน
  12. สามารถเชื่อมต่อกับระบบบริหารหลังร้านได้โดยง่าย คือสามารถติดต่อระบบฐานข้อมูลเพื่อบริหารด้านการเงิน บัญชีการบริการหลังการขาย การออกใบเสร็จรับเงิน การคิดคอมมิชชั่น(ถ้ามี) การสะสมแต้ม หรือการปรับปรุงข้อมูลต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ โดยที่ทำงานเพียงจุดเดียวก็สามารถให้ระบบดำเนินการต่อจนจบกระบวนการ
  13. สร้างระบบให้ลูกค้าช่วยกันอัพเดทข้อมูลหรือระบบไปให้ด้วยในตัว เช่น Amazon.com ที่ให้ลูกค้าช่วยขายหนังสือโดยการวิจารณ์และให้ประเมิณคุณภาพของหนังสือ

19. องค์ประกอบพื้นฐานของการเปิดร้านบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง
1.ไอเดียธุรกิจ (Business Idea)

     เป็นองค์ประกอบสำคัญอันดับแรกที่ต้องมี โดยควรเริ่มจากหลักคิดในการทำธุรกิจที่เป็นสิ่งใหม่ (New Idea) และไม่มีผู้ใดทำมาก่อน การคิดค้นนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ และการบุกเบิกตลาดใหม่ หรือส่วนตลาด (New Market Segment) ที่ยังไม่มีคู่แข่งรายใดค้นพบ โดยที่สภาพตลาดในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในภาวะเริ่มต้น และมีโอกาสเติบโตได้อีกองค์ประกอบข้อนี้จะส่งผลให้ท่านมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นผู้เล่นรายแรกในตลาด หากท่านไม่สามารถที่จะสร้างไอเดียธุรกิจใหม่ได้จริงๆ หนทางต่อมาคงจะต้องพยายามพัฒนาหรือดัดแปลงไปเดียธุรกิจที่มีอยู่ให้แตกต่างจากผู้อื่นได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับธุรกิจของเราเอง และสามารถตอบคำถามที่ว่า ธุรกิจของเราแตกต่างจากผู้อื่นอย่างไรและดีกว่าอย่างไร

2.เทคโนโลยี (Technology)

     เป็นองค์ประกอบสำคัญอันดับต่อมา ที่ต้องมีเหนือกว่าบริษัทอื่นๆ ในสถานการณ์ของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน ลำพังแค่การใส่เนื้อหา หรือให้บริการกลุ่มเป้าหมายโดยปราศจากการคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายอื่นได้ และไม่อาจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากธุรกิจมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Entry Barrier) ต่ำ การคิดค้นเทคโนโลยีของตัวเอง (Proprietary Technology) เป็นวิถีทางหนึ่งในการสร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดต่อคู่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในทุกๆ บริการของธุรกิจ ทั้งในระยะเริ่มต้น และระยะยาว ควรจะมีส่วนประสมของเทคโนโลยีที่คิดค้นเองอยู่ในบริการให้ได้

3. บุคลากร (People)

     บุคลากรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดและถือเป็นจุดแข็งของบริการ ที่สามารถผลักดันให้กิจการบนเว็บไซต์ของท่านขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าของวงการได้อย่างยั่งยืน ธุรกิจจะต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เป็นที่ยอมรับกันในวงการ มีการสนับสนุนจากทีมงานที่มีคุณภาพ และประสบการณ์ในธุรกิจ หรือเนื้องานที่ดูแลรับผิดชอบอยู่ พนักงานมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างกิจการให้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของกิจการอย่างจริงจัง จริงใจ

4. เงินทุน (Capital)

     เงินทุนเป็นองค์ประกอบที่สร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ที่ธุรกิจจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากฐานเงินทุน อย่าง Venture Capital หรือพันธมิตรผู้ร่วมทุนอื่นๆ ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องยืนยันระดับหนึ่งว่า ธุรกิจมีความเป็นไปได้ และถูกกลั่นกรองจากบรรดาพันธมิตรเหล่านั้นแล้ว ความเชื่อมั่นในสายตาจากบุคคลภายนอกที่อาจเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และแม้ว่าธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มการใช้เงินทุนต่ำกว่าการสร้างธุรกิจที่มีตัวตน หรือโรงงานในแบบปกติทั่วไป แต่ก็ต้องให้ความสำคัญในเรื่องความพอเพียงของเงินทุน โดยเฉพาะกระแสเงินสด (Cash Flow) ของกิจการ เพราะธุรกิจบนเว็บไซต์ที่มีอนาคตหลายราย ต้องตกม้าตายเพราะไม่ได้วางแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุมเพียงพอ จนทำให้เงินสดในกิจการไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการธุรกิจ

5. การตลาด (Marketing)

     เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีที่ธุรกิจจะต้องนำมาผสมผสานให้สอดคล้องลงตัว แม้ว่าธุรกิจบนเว็บไซต์จะมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในธุรกิจมากกว่าธุรกิจอื่น แต่การตลาดยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้กิจการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
      การตลาดที่จะประสบความสำเร็จนั้น จะต้องอาศัยความแตกต่างเป็นรากฐานสำคัญ ซึ่งจะช่วยได้มากหากธุรกิจของเรามีองค์ประกอบในข้อแรก คือไอเดียธุรกิจที่ใหม่ ยังไม่มีผู้ใดทำมาก่อน หรือเป็นไอเดียธุรกิจที่แตกต่างอย่างชัดเจน อีกทั้งเงื่อนไขและปัจจัยทางธุรกิจของแต่ละธุรกิจ เช่น เวลาในการเข้าตลาด ทีมงาน เงินทุน วัฒนธรรมในองค์กร ฯลฯ ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลยุทธ์ที่กิจการอื่นใช้แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเมื่อธุรกิจของท่านนำมาใช้แล้วจะประสบความสำเร็จเช่นกัน
     สิ่งถัดมาที่ผู้ประกอบการจะต้องพิสูจน์ให้ทั้งพันธมิตรผู้ร่วมทุน หรือลูกค้าในธุรกิจของท่านได้เห็นต่อไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจในกิจการ หลังจากที่ได้ตัดสินใจเดินหน้าในธุรกิจบนเว็บไซต์แล้ว คือการใช้หลักปฏิบัติ 3C ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พึงมีของผู้ประกอบการ ได้แก่

Commit คือการให้คำมั่น การพิสูจน์ด้วยการกระทำ เพื่อยืนยันว่า การดำเนินธุรกิจนั้นเป็นไปตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ ไม่ใช่บอกว่าจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ในเวลานั้น เวลานี้ แต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับไม่ทำตามที่ตกลงกันเอาไว้ หรือไม่สามารถทำได้จริง จนไปมีผลเชิงลบต่อธุรกิจโดยรวม

Concentrate คือความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามแผนธุรกิจ การทุ่มการทำงานอย่างเต็มเวลาของผู้ประกอบการและทีมงานที่ไม่ใช่เพียงแค่คิดไอเดียธุรกิจแล้วให้ผู้อื่นทำ รวมทั้งไม่พยายามจับงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และเสียเวลาโดยใช่เหตุ จนกว่าธุรกิจนั้นจะเห็นผล เพราะไม่มีใครที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ดีในเวลาเดียวกัน แต่หากจำเป็นต้องดูแลธุรกิจหลายๆ กิจการพร้อมๆ กัน ก็ควรจัดลำดับความสำคัญ หรือหาตัวแทนมาช่วยดูแล

Consistent ความเสมอต้นเสมอปลายในการดำเนินธุรกิจ ความต่อเนื่องของการบริหารจัดการธุรกิจ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายของธุรกิจ ตลอดจนความต่อเนื่องของการให้บริการ คงไม่มีใครที่อยากใช้บริการกับธุรกิจที่เมื่อวานเป็นอย่างนี้ วันนี้เป็นอีกอย่าง

20. ตั้งโดเมนเนมให้เหมาะสมได้อย่างไร
      เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเปรียบเสมือนการตั้งชื่อบริษัทของคุณ โดเมนเนมที่ดีควรเป็นชื่อที่จำง่าย พิมพ์ง่าย และ มีความหมายในตัวเอง (เพื่อง่ายต่อการค้นหาใน Search Engine) ชื่อยี่ห้อสินค้าหรือชื่อบริษัทควรจะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก เช่น Majorcineplex.com หรือ Matichon.co.th เพราะมักจะเป็นชื่อแรกที่คนส่วนมากนึกถึงและลองพิมพ์ดูเมื่อต้องการค้นหาเว็บไซต์ ในกรณีที่คำที่ต้องการถูกใช้ไปแล้ว การเพิ่ม “Inc” หรือ “Company” หรือ คำอื่นๆที่ใช้อธิบายสินค้าของคุณได้ดี ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เช่น Sandprestaurant.com หรือ Chapsclothing.com หรือในกรณีที่ชื่อยี่ห้อหรือชื่อบริษัทของคุณเป็นคำเฉพาะที่ไม่มีความหมาย หรือยาวเกินไป การใช้ประเภทของสินค้าแทนก็เป็นทางออกที่ดี เช่น Pizza.co.th หรือ Pappayon.com สำหรับเว็บไซต์ที่เป็นเว็บพอร์ทัล หรือมีสินค้าหลายประเภทจำหน่าย มักนิยมใช้ชื่อที่สั้น จำง่ายและไม่ได้บ่งบอกถึงประเภทของผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเท่านั้น เช่น Mthai.com หรือ Tohome.com
      อีกส่วนหนึ่งของโดเมนเนมก็คือชื่อลงท้ายหรือที่บางคนเรียกว่า ”นามสกุล”นั้น ก็เป็นอีกชื่อที่ต้องมีการจดทะเบียน ชื่อลงท้ายจะเป็นตัวบอกประเภทธุรกิจของเว็บไซต์ ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น
  • .com (Company) – บริษัทหรือบุคคลทั่วไป
  • .edu (Education) – สถานบันการศึกษา
  • .org (Organization) – องค์กรต่างๆ
  • .gov (Government) – หน่วยงานรัฐบาล
  • .mil (Military) – หน่วยงานทหาร
  • .net (Network) – ผู้ให้บริการทั่วไป

      ชื่อลงท้ายทั้ง 6 ชื่อข้างต้นนั้นเป็นแบบที่ทุกประเทศทั่วโลกสามารถขอจดทะเบียนใช้ได้ ถ้าผ่านเงื่อนไขข้อกำหนดทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุประเทศต้นกำเนิดของเว็บไซต์ได้แน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อลงท้ายที่ระบุประเทศและสามารถใช้ได้เฉพาะองค์กรหรือบริษัทที่มีที่ตั้งอยู่ภายในประเทศนั้นเท่านั้น เช่น .th, .au, และ .jp ซึ่งเป็นชื่อลงท้ายของประเทศไทย
ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่นตามลำดับ
      ชื่อลงท้ายสำคัญอื่นๆ ของประเทศไทย ได้แก่

  • . co.th - บริษัทหรือห้างร้านที่มีการจดทะเบียนการค้าเท่านั้น
  • .in.th - บุคคลธรรมดา
  • .or.th - องค์กรต่างๆ
  • .go.th - หน่วยงานรัฐบาล
  • .ac.th – สถาบันการศึกษา
  • .net.th - ผู้ให้บริการทั่วไป
  • .mi.th - หน่วยงานทหาร
      การเลือกใช้ชื่อลงท้ายแบบไหนนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนตัวหรือความเหมาะสมในทางธุรกิจอีกด้วย เช่น Thailand.com เลือกที่จะใช้ .com แทนที่จะใช้ .co.th วิเคราะห์ได้ว่า
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนมากอาจไม่รู้จัก .co.th จึงเลือกตัวเลือกที่เป็นสากลมากกว่า
วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์คือเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับประเทศไทย จึงไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ออกมาในลักษณะที่เป็นเชิงพาณิชย์เกินไป (ถึงแม้ว่าจะมีสินค้าจำหน่ายบนเว็บไซต์ด้วย)จึงเลือกใช้ .com ที่ไม่ได้เป็นการชี้เฉพาะเจาะจงเกินไป
      อนึ่ง เว็บไซต์เดียวสามารถมีโดเมนเนมมากกว่า 1 ชื่อก็ได้ ทั้งนี้เพื่อตัดปัญหาที่คนส่วนมากมักสะกดโดเมนเนมผิด หรือ จำชื่อลงท้ายผิด เช่น เว็บกีฬาของบริษัท Sky (บริษัทโทรคมนาคมชื่อดังของอังกฤษ) มีโดเมนเนมที่ใช้อยู่ 2 ชื่อ คือ Skysports.co.uk และ Skysports.com
ที่มา: http://www.webopedia.com

21. เลือกใช้ภาษาบนเว็บไซต์ให้เหมาะสมได้อย่างไร
      ปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนดภาษาที่จะใช้บนเว็บไซต์ได้แก่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หลายบริษัทพบว่าการจะทำธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จในที่ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้นๆให้ได้ ภาษาก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากกับการทำธุรกิจโดยเฉพาะเมื่อธุรกิจนั้นเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ที่การอ่านเป็นการติดต่อสื่อสารหลัก นักวิจัยค้นพบว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์ที่ใช้ภาษาเดียวกับภาษาของตนสูงกว่าเมื่อเทียบกับเว็บไซต์ภาษาอื่น ถึงแม้ว่าลูกค้าจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณเป็นชาวจีน คุณก็ควรจะใช้ภาษาจีนเป็นภาษาหลักบนเว็บไซต์ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการพิจารณารวมเอาภาษาจีนท้องถิ่นอีกหลายๆภาษาเข้าไปด้วย หรือในกรณีที่คุณมีลูกค้าอยู่ทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น คุณก็ควรมีทั้งภาษาไทยและญี่ปุ่นเช่นกัน ตัวอย่างที่สนับสนุนเหตุผลในข้อนี้ได้ดี ได้แก่เว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (http://www.tat.or.th) ที่มีภาษาให้เลือกมากถึง 8 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน อังกฤษ เกาหลี เยอรมัน โรมาเนีย อิตาลี และ ฝรั่งเศส ซึ่งสามารถรองรับผู้เข้ามาหาข้อมูลได้เกือบทั่วทุกมุมโลก

22. การทำการค้ากับต่างประเทศมีข้อควรรู้ใดบ้าง
      สำหรับเว็บไซต์ที่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ สกุลเงินตราแลกเปลี่ยนและค่าขนส่งสินค้าย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ สกุลเงินตราต่างประเทศที่ใช้บนเว็บไซต์ควรจะเป็น ดอลลาร์สหรัฐ (US Dollars) เพราะเป็นสกุลเงินที่เป็นสากลส่วนเรื่องของค่าขนส่งสินค้า ควรมีนโยบายระบุให้ชัดเจนว่าบริษัทของคุณคิดค่าส่งสินค้าโดยใช้อะไรเป็นเกณฑ์ เช่น ราคาสินค้าที่สั่งทั้งหมด จำนวนชิ้นของสินค้า ขนาดโดยประมาณของสินค้า หรือ น้ำหนักสินค้า เป็นต้น และควรแยกออกจากราคาสินค้า และภาษี ให้ชัดเจน ระยะทางก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดค่าส่งด้วย นอกจากนี้ทางเลือกของระยะเวลาในการขนส่งก็จำเป็น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน เช่น 1 วัน 3 วัน 7-10 วัน และ 1 เดือน เป็นต้น บริษัทผู้ให้บริการส่งสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ UPS, FedEx, และ DHL

23. เลือกซื้อสินค้าบนอินเทอร์เน็ตอย่างไรให้ปลอดภัย
1. ใช้ Web Browser เวอร์ชั่นล่าสุด
บ่อยครั้งที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับการค้นพบช่องโหว่ในเรื่องระบบความปลอดภัยของ Web Browser ของ Netscape Communicator บ้าง หรือ Internet Explorer บ้าง ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทำให้หลายๆ ท่านเกิดความหวาดกลัวต่างๆ นานาว่า Web Browser ที่ท่านใช้อยู่นั้นเข้าข่ายที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้นการใช้ Web Browser เวอร์ชั่นล่าสุดจะช่วยลดความไม่มั่นใจในเรื่องดังกล่าว โดยอาจจะเป็นการติดตั้งโปรแกรมใหม่เลย เช่น จาก Internet Explorer 4.0 ไปเป็น 5.0 หรือแม้จะเป็นการปรับปรุงตัวโมดูลย่อยบางตัวที่เรียกกันว่า Update Patch ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้น
2. เลือกสินค้าจากเว็บไซต์ที่ปลอดภัย
            รายละเอียดดูได้จากหัวข้อ 3.15
3. ชื่อเสียงของเว็บไซต์
      เวลาที่จะซื้อสินค้าสักชิ้น ควรจะแวะเข้าเยี่ยมเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกัน มากกว่า 2-3 แห่ง เพื่อทำการเปรียบเทียบราคาสินค้า ส่วนลดพิเศษที่จะได้รับ รวมถึงค่าขนส่ง และแม้ว่าจะพบว่ามีเว็บไซต์ที่น่าสนใจที่สุดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาอยู่เสมอคือ การพิจารณาถึงชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของเว็บไซต์นั้นๆ ด้วย เพราะเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงดี เช่น Amazon.com จะระมัดระวังเรื่องต่างๆ ที่อาจจะสร้างความเสียหายให้แก่ชื่อเสียงของเขามาก ดังนั้นเราจะไม่ค่อยพบว่ามีข่าวในเชิงลบจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าจาก Amazon.com มากนัก
4. มองหาข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจ
      ตามปกติเว็บไซต์เกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะมีหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับ Term of Use, Security Information และ Privacy Policy เพื่ออธิบายถึงนโยบายและวิธีการดำเนินธุรกิจของตนไว้อย่างละเอียดแสดงไว้บนเวบไซต์ เพื่อให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาในภายหลัง ในบางเว็บไซต์ได้เตรียมเบอร์โทรศัพท์ e-Mail และ FAQ (Frequently Asked Question) ไว้ด้วย หากลูกค้าต้องการสอบถามข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่ได้เตรียมข้อมูลเหล่านี้เป็นอย่างดีเช่น BN.com (Barnes & Nobles) Thai.com และ Thailand.com
5. ใช้บัตรเครดิตทุกครั้ง
      แม้ว่าในระบบของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะมีรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น e-Cash, e-Wallet หรือแม้กระทั่งในอนาคตอันใกล้นี้ที่จะใช้บัตรเดบิตก็ดี การใช้บัตรเครดิตในปัจจุบัน ยังเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เพราะขั้นตอนต่างๆ นั้น สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ลูกค้าสามารถปฏิเสธการใช้บัตรได้ ธนาคารสามารถตรวจสอบไปยังเว็บไซต์ ของผู้ขายเพื่อขอตรวจสอบรายการ ซื้อขาย ในขณะที่ผู้ขายก็มีความมั่นใจว่า ตัวเองได้รับเงินแน่นอน ซึ่งหากในแต่ละฝ่ายดำเนินการถูกต้องตามกระบวนการ (ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น)
นอกจากนี้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ทุกฝ่ายย่อมได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ตัวปัจจัยที่สนับสนุนความคิดเห็นดังกล่าวคือ ขณะที่บรรดาบริษัทที่ออกบัตรเครดิต เช่น Visa หรือ Master ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ดังนั้น เรื่องความน่าเชื่อถือในเรื่องต่างๆ จึงวางใจได้ ซึ่งต่างกับการที่เราจะไปใช้ e-Cash จากบริษัทต่างชาติ เช่น Cyber Cash Inc. (http://www.cybercash.com) ซึ่งเราเองก็ไม่มีความมั่นใจในตัวเขาสักเท่าไร และก็ไม่แน่ใจว่าบริษัทของเขามีระบบการตรวจสอบต่างๆ เวลาที่เกิดมีปัญหานั้นดีเพียงใด
6. เก็บข้อมูลด้วยตัวเอง
      เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะทุกครั้งที่ท่านสั่งซื้อสินค้า หรือบริการสักอย่าง ควรจะจดบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเก็บเอาไว้ต่างหาก เช่น หมายเลขใบกำกับสินค้า ชื่อสินค้า ราคา ชื่อผู้ขาย เป็นต้น หรือหากท่านไม่อยากเสียเวลาในการจดบันทึก ก็สามารถใช้วิธีพิมพ์ข้อมูลต่างๆ บนหน้าจอนั้นออกทางเครื่องพิมพ์ก็ได้ และก็จัดเก็บข้อมูลนั้นไว้ในที่ปลอดภัย หากการซื้อขายในครั้งนั้น ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ดีไป แต่หากมีปัญหาท่านสามารถนำข้อมูลนั้น มาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดต่อกับผู้ขายหรือธนาคาร
7. ลบคุกกี้ออกจากเครื่องอย่างสม่ำเสมอ
      ข้อมูลต่างๆ ที่ท่านกรอกในแบบฟอร์ม และส่งไปยังผู้ขายนั้น ส่วนใหญ่เว็บไซต์ของผู้ขายจะนิยมใช้ คุกกี้เป็นตัวจัดเก็บ หรือพักข้อมูลบางอย่างของท่าน (คุกกี้ เป็น Text File ชนิดหนึ่งที่ใช้เก็บข้อมูลที่ผู้ขายต้องการฝากไว้ในเครื่องของท่าน เพื่อใช้อ้างอิงในภายหลัง) โดยปกติไฟล์คุกกี้ต่าง ๆ เหล่านี้ จะถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบระเบียบใน C:\WINDOWS\ COOKIES ซึ่งภายในไดเร็คทอรีดังกล่าว จะเก็บไฟล์คุกกี้ที่เว็บไซต์ต่างๆ ที่ท่านเข้าเยี่ยมชมฝากเอาไว้
นอกจากนี้ บรรดานักการตลาดบนอินเทอร์เน็ต ที่ไม่มีจรรยาบรรณมักจะแอบศึกษาพฤติกรรมการท่องเว็บของท่าน โดยเขาก็จะส่งโปรแกรมบางตัวมาแอบดูข้อมูลในไฟล์คุกกี้บนเครื่องของท่านโดยที่ท่านเองไม่รู้ตัวเลย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ควรจะทำการลบไฟล์คุกกี้เหล่านี้ ออกจากเครื่องอย่างสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละครั้ง ส่วนโปรแกรมที่สามารถใช้ได้ เช่น "Cookies Crusher" ของ The Limit Software Inc. ซึ่งท่านสามารถ Download ได้ที่ http://tucows.loxinfo.co.th/adnload/dlccrusher.html
8. ให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
      นอกเหนือจากคำแนะนำ 8 ข้อดังกล่าวนี้ การให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นแก่เว็บไซต์ที่สั่งซื้อสินค้า หรือบริการนั้น เป็นสิ่งจำเป็นและควรกระทำ ข้อมูลใดที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปใส่ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ท่านทำงานอยู่ เป็นต้น เพราะนอกจากเสียเวลาในการป้อนข้อมูล และการออนไลน์แล้ว ท่านยังสามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของตัวท่านเองจากผู้ไม่ประสงค์ดีด้วย
ที่มา : http://www.thaitelecom.com/News/Techfocus/Techfocus-Generate.pl?2543/09/21-10-51-0001

 

24. องค์กรของรัฐที่ให้ความรู้ ความช่วยเหลือ หรือเกี่ยวข้องกับการทำพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์มี่ที่ใดบ้าง
กระทรวงวิทยาศาสตร์
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) http://www.nectec.or.th
ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (ECRC) http://www.ecommerce.or.th
กระทรวงอุตสาหกรรม
กรมส่งเสริมการส่งออก (http://www.depthai.go.th) และเว็บไซต์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง http://www.wethai.com, http://www.thaiexponet.com, http://www.thailandexport.com, http://www.thaixport.com
กระทรวงพาณิชย์
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ http://www.thaiecommerce.net
กระทรวงการคลัง
ธนาคารแห่งประเทศไทย http://www.bot.or.th

25. ตัวอย่างบริษัทเอกชนที่รับทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ที่ใดบ้าง
บริษัท สยามเว็บ จำกัด – http://www.siamweb.com
บริษัท ดิจิทัล อินเทอร์เน็ต แฟกทอรี่ จำกัด – http://www.digitalinternetfactory.com
บริษัท เว็บสตูดิโอวัน โซลูชั่นจำกัด – http://www.webstudio-1.com
บริษัท สยามอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยี จำกัด – http://www.siam-e-Commerce.com
บริษัท เน็ต เรดดี้ จำกัด – http://www.netready.co.th
อาร์เคเดียน อินเทอร์เน็ต กรุ๊ป – http://www.arcadian.net ฯลฯ

26. อินเทอร์เน็ตคาเฟ่มีบทบาทต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากน้อยเพียงใด
      อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือ ไซเบอร์คาเฟ่ (Cyber Caf?) คือ สถานที่สาธารณะที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นไว้บริการเพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ต้นกำเนิดของบริการประเภทนี้มาจากร้านกาแฟ หรือ ร้านอาหารในต่างประเทศ ดังนั้นจึงมีคำว่าคาเฟ่ต่อท้าย แต่ในบ้านเรา ส่วนมากแล้วไม่มีอาหารหรือเครื่องดื่มบริการ มีเพียงอินเทอร์เน็ตและเกมส์คอมพิวเตอร์เท่านั้น ค่าบริการนั้นตกประมาณ ชั่วโมงละ 15 บาท จนถึงกว่า 100 บาทขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง
      ในระยะเวลา2-3ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นได้ว่าการเติบโตของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด สังเกตได้จากจำนวนร้านที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งตามตรอกซอกซอย ท้องถนน ไปจนถึงในศูนย์การค้าขนาดใหญ่เกือบทุกแห่ง โดยสาเหตุสำคัญมาจากการที่มีผู้ให้ความสนใจและต้องการใชัอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และเกมส์คอมพิวเตอร์กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ประกอบกับต้นทุนของธุรกิจประเภทนี้ไม่สูงมากนัก แต่ให้ผลกำไรดี การเจริญเติบโตที่รวดเร็วของธุรกิจประเภทนี้ย่อมส่งผลดีต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในบ้านเรา เพราะอย่างน้อยช่องทางในการเข้าสู่ธุรกิจประเภทนี้ได้เปิดกว้างสู่สังคมมากขึ้น โดยเฉพาะกับวัยรุ่น ที่เป็นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง วัยรุ่นเหล่านี้จะเติบโตขึ้นพร้อมกับอินเทอร์เน็ต และสังคมแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดต่อสื่อสารและการซื้อขายสินค้าผ่าน Web จะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขาอีกต่อไป จุดนี้เองย่อมนำไปสู่การขยายตัวและการพัฒนาของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีในทางตรงกันข้าม อินเทอร์เน็ตคาเฟ่อาจกลายเป็นแหล่งมั่วสุมของเยาวชนได้ถ้าวัยรุ่นมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่นพูดคุย (Chat) เล่นพนัน หรือ เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ แทนการค้นคว้าข้อมูล หรือ ติดตามข่าวสาร l

 


IBM Mark meaning and disclaimers.

IBM and e-business Mark are TM's of IBM Corp.

บริษัท เอ็ม เอ เอส เน็ตเวิร์ค จำกัด
- 56/37 หมู่.6 ถ.สุขประยูร ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม
- จ.ชลบุรี 20140 โทร/แฟกซ์ : 038-463227,09-8323189
- ดูแลลูกค้าsupport@masnetwork.co.th

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 720000300001 0 

ยินดีรับบัตร เครดิต