|
1.
กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร |
ความเป็นมา
1. การริเริ่มระหว่างประเทศ
การพัฒนากรอบทางกฎหมายในระดับระหว่างประเทศ
คณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ
(United Nations Commission on International Trade
Law UNCITRAL) ได้ให้ความเห็นชอบต่อ Model Law on
Electronic Commerce ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 85
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1996
ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเสนอกรอบทางกฎหมายที่ยอมรับผลทางกฎหมายของการติดต่อสื่อสารด้วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
(Data Message) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ
เช่น อินเทอร์เน็ต, อีดีไอ (EDI), โทรศัพท์, โทรสาร
ฯลฯ
เพื่อให้สมาชิกแต่ละประเทศนำไปปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศตามความเหมาะสม
และมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อีกด้วย ดังนั้น กฎหมายต้นแบบ
(Model Law) จึงหาได้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศไม่
แต่เป็นข้อเสนอแนะทางกฎหมายที่มีลักษณะกว้าง
เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถกำหนดรายละเอียดของกฎเกณฑ์ของตน
ที่มา: UNCITRAL Model Law on Electronic Commerce
with Guide to Enactment (1996) at
http://www.uncitral.org
2. การริเริ่มในประเทศ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบดำเนินการในเรื่องกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(UNCITRAL Model Law on Electronic Commerce)
และอนุมัติโครงการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศของไทยเมื่อวันที่
30 ธันวาคม 2540 และดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.
การพาณิชย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการจัดทำ
โครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ
และเห็นชอบให้คณะกรรมการเทคโนโลยีฯ
เป็นศูนย์กลางดำเนินการและประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ
ที่กำลังดำเนินการจัดทำกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและกฎหมายอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541
ซึ่งประกอบด้วยกฎหมาย 6 ฉบับ ได้แก่1.
กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
(เดิมเรียกว่า
กฎหมายแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์) 2.
กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3.
กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 5.
กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ 6.
กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ต่อมามีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 10
ธันวาคม 2542 เพื่อพิจารณารวมร่าง พ.ร.บ.
การพาณิชย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
ที่กระทรวงยุติธรรมจัดทำขึ้น และร่าง พ.ร.บ.
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
เพราะมีเนื้อหาสำคัญหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน
จึงได้ข้อสรุปในการรวมร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ
ให้ใช้ชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ.
คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายฉบับนี้
และร่าง พ.ร.บ. ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2543
ในชั้นการพิจารณาร่างกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สำนักงานฯ ได้เสนอให้รวมหลักกฎหมายของกฎหมายทั้ง 2
ฉบับและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ๆ
ให้ความเห็นชอบและเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
เมื่อร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา
จึงประกาศเป็นกฎหมายชื่อว่า
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
2544 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2544
และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2545
|
|
2. หลักการสำคัญของ UNCITRAL Model Law on
Electronic Commerce (1996) มีอะไรบ้าง |
หลักการสำคัญของกฎหมายต้นแบบนี้คือ หลักเรื่อง
Functional-Equivalent Approach หมายถึง
การรับรองผลทางกฎหมายของข้อความเอกสาร,
การลงลายมือชื่อที่จัดทำในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
เช่นเดียวกับเอกสาร
หนังสือหรือการลงลายมือชื่อที่ทำบนกระดาษ โดยพบใน
มาตรา 6 (Writing), มาตรา 7 (Signature) และมาตรา 8
(Original)
สาเหตุที่ทำให้หลักการข้างต้นเป็นเรื่องสำคัญ
เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับแบบพิธีหรือเงื่อนไขของกฎหมายต่างๆ
คือ หลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี การลงลายมือชื่อ
และการนำเสนอและเก็บรักษาข้อความอย่างต้นฉบับ
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
2544 ได้นำหลักการดังกล่าวมาบัญญัติไว้ในหลายมาตรา
คือ มาตรา 8, 9, 10 ตามลำดับ
ที่มา: UNCITRAL Model Law on Electronic Commerce
with Guide to Enactment (1996) at
http://www.uncitral.org
 |
|
3. สาระสำคัญของ พ.ร.บ.
ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มีอะไรบ้าง |
|
เหตุผลในการประกาศใช้
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.
2544
คือเพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการทำธุรกรรมหรือสัญญา
ให้มีผลเช่นเดียวกับการทำสัญญาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายปัจจุบัน
(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) กำหนดไว้ ได้แก่
การทำเป็นหนังสือ หลักฐานเป็นหนังสือ การลงลายมือชื่อ
กล่าวคือถ้ามีการทำสัญญาระหว่างบุคคลที่ใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของกฎหมายแล้ว
กฎหมายนี้ถือว่าการทำสัญญานั้นได้ทำตามหลักเกณฑ์ข้างต้นของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว
เป็นผลทำให้สัญญานั้นมีผลสมบูรณ์หรือใช้บังคับได้ตามกฎหมาย
ทั้งนี้
เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนด
สรุปเนื้อหาโดยย่อ ดังนี้
หมวด 1
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 7 - 25)
-
การรับรองรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ที่มีการรับ การส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
สามารถใช้เป็นหนังสือ หรือหลักฐานเป็นหนังสือ
(มาตรา 8)
-
การยอมรับผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
(ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์)
ให้ถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อตามกฎหมาย
หากใช้วิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (มาตรา 9)
-
การนำเสนอและเก็บรักษาข้อความที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างต้นฉบับเอกสาร
(มาตรา 10, 12)
- การรับ
การส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 15-24)
-
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำตามวิธีการที่น่าเชื่อถือ
(มาตรา 25)
หมวด 2
ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 26 - 31) (กรุณาดู
หัวข้อ 6.4 และ 6.6)
หมวด 3
ธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา
32 - มาตรา 34) (กรุณาดู หัวข้อ 6.5)
หมวด 4
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (มาตรา 35) (กรุณาดู
หัวข้อ 6.7)
หมวด 5
คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 36 - 43)
หมวด 6
บทกำหนดโทษ (มาตรา 44 - 46)
 |
|
4. ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์คืออะไร
สามารถใช้แทนลายมือชื่อในสัญญาได้หรือไม่ ตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
|
คำว่า
ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัติ
นี้หมายถึง
อักษร อักขระ ตัวเลข
เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
(มาตรา 4)
จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปลักษณะของ
ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายฉบับนี้
ได้ดังนี้
1. เป็นอักษร อักขระ ตัวเลข
เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดในรูปของอิเล็กทรอนิกส์
มีความหมายต่างจากลายมือชื่อตามกฎหมายเดิมคือ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9
2.
วัตถุประสงค์หรือหน้าที่ของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์คือ
เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น
แม้ว่าจะมีการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ข้างต้นก็ตาม
แต่ลายมือชื่อฯ
ที่จะถือเป็นลายมือชื่อที่มีผลทางกฎหมาย
จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ (มาตรา 9) คือ
(1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ
และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน
และ
(2)
วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี
ลักษณะของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือได้มีมาตราที่เกี่ยวข้องคือ
มาตรา 25, มาตรา 26 และมาตรา 29
คู่กรณีที่เกี่ยวข้องยังสามารถใช้วิธีการใดๆ
ที่เข้าลักษณะและเงื่อนไขของกฎหมายได้
แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดลักษณะของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือได้
แต่ก็ไม่ควรจำกัดการใช้เทคโนโลยีใดโดยเฉพาะตามหลักการเรื่อง
Technology Neutrality
คือการไม่ถือเอาเทคโนโลยีหนึ่งเทคโนโลยีใด
เป็นเกณฑ์พิจารณาความน่าเชื่อถือว่าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
อีกทั้งบทบัญญัติ มาตรา 26
ก็หาได้ระบุจำกัดวิธีการหนึ่งวิธีการใดไว้ไม่
 |
|
5.
การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
แบ่งเป็นกี่ประเภท |
การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัตินี้
แบ่งได้ 3 ประเภท คือ
1.
การประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
2. การประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องขึ้นทะเบียน
3. การประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องได้รับใบอนุญาต
อนึ่ง
แม้ว่า พ.ร.บ.
ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะมีผลใช้บังคับแล้ว
แต่ขณะนี้ยังไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้แต่อย่างใด
จึงยังไม่มีการกำหนดให้การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับ
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ใดว่าเข้ากิจการประเภทใด
(มาตรา 32)
เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะเข้าประเภทใด
กฎหมายฉบันนี้ให้พิจารณาจากความเหมาะสมในการป้องกันความเสียหายตามระดับความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจนั้น
(มาตรา 32 วรรค 2)
และยังบัญญัติเงื่อนไขการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวว่า
ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
และให้นำข้อมูลที่ได้รับมาใช้ประกอบการพิจารณา (มาตรา
32 วรรคท้าย)
 |
|
6. ผู้ให้บริการออกใบรับรอง (Certification
Authority CA) สำหรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
มีหน้าที่อย่างไรตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
|
ผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจการให้บริการออกใบรับรองสำหรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
ต้องดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาข้างต้น (ข้อ 6.4)
และมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ใน
มาตรา 28 ดังนี้
-
หน้าที่ปฏิบัติตามแนวนโยบายและแนวปฏิบัติของผู้ให้บริการที่แสดงไว้
(เนื่องจากผู้ให้บริการออกใบรับรองฯ
จะต้องมีการออกแนวนโยบายและแนวปฏิบัติว่าด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
ตัวอย่างเช่น Certification Practices Statement
(CPS) หรือเอกสารใดๆ ทำนองเดียวกัน)
-
หน้าที่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเกี่ยวกับความถูกต้องและความสมบูรณ์ของใบรับรอง
อายุใบรับรอง เป็นต้น
-
หน้าที่กำหนดวิธีการให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบเนื้อหาหรือสาระสำคัญของใบรับรอง
เกี่ยวกับการระบุผู้ให้บริการออกใบรับรอง,
เจ้าของลายมือชื่อที่ระบุไว้ในใบรับรอง
และข้อมูลสำหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ได้ในขณะหรือก่อนที่มีการออกใบรับรอง
-
หน้าที่กำหนดวิธีการให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจดูใบรับรองได้
เพื่อตรวจสอบวิธีการที่ใช้ในการระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ,
วัตถุประสงค์และคุณค่าที่มีการนำข้อมูลสำหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับรอง,
ขอบเขตความรับผิดของผู้ให้บริการออกใบรับรอง,
วิธีการให้เจ้าของลายมือชื่อส่งคำบอกกล่าวเมื่อมีเหตุตามบางประการ
ตามมาตรา 27 (2),
บริการเกี่ยวกับการเพิกถอนใบรับรอง เป็นต้น
-
หน้าที่จัดให้มีบริการที่เจ้าของลายมือชื่อสามารถติดต่อกับผู้ให้บริการออกใบรับรองในกรณี
ตามมาตรา 27 (2)
และกรณีการขอเพิกถอนใบรับรองที่ทันการ
-
หน้าที่ใช้ระบบ
วิธีการและบุคลากรที่เชื่อถือได้ในการให้บริการ
ฯลฯ

|
|
7. พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ. 2544
มีบทบัญญัติที่ยอมรับผลทางกฎหมายเรื่องการยื่นคำขอ
การขออนุญาต การจดทะเบียน หรือการดำเนินการใดๆ
ตามกฎหมายของประชาชน
ที่ต้องการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือไม่
|
|
แต่เดิมนั้นการยื่นคำขอ การอนุญาต
การจดทะเบียน หรือการดำเนินการใดๆ ตามกฎหมาย
ผู้ร้องขอจะต้องเดินทางมาติดต่อกับหน่วยงานของรัฐด้วยตนเอง
หรือบางกรณีอาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยมีเอกสารของผู้มอบอำนาจ
พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้การรับรองให้หน่วยงานของรัฐสามารถรับคำขอ
การอนุญาต การจดทะเบียน หรือการดำเนินการใดๆ
ของประชาชนทั่วไปหรือผู้ประกอบธุรกิจ
โดยผู้ยื่นคำร้องหรือคำขอผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือยื่นคำขอในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ผลที่สำคัญคือการกระทำข้างต้นนี้ถือว่ามีผลโดยชอบด้วยกฎหมาย
เช่นเดียวกับการกระทำในรูปแบบเดิม
กฎหมายยังระบุให้การออกคำสั่งทางปกครอง การประกาศ
หรือการดำเนินการใดๆ โดยหน่วยงานของรัฐ
สามารถกระทำในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้
กระนั้นก็ดี
พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา
จึงจะถือว่ามีผลโดยชอบด้วยกฎหมาย
 |
|
8.
กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ตหรือไม่ |
การใช้งานของอินเทอร์เน็ตมิได้จำกัดอยู่เพียงการติดต่อสื่อสารระหว่างกันเท่านั้น
แต่เริ่มมีการทำธุรกรรม
ระหว่างกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเกิดการค้าขายรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า
พาณิชย์ทางอินเทอร์เน็ต (Internet Commerce)
มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี พ.ศ. 2543
มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกสูงราว 304 ล้านคน
(Nua Internet Survey, มีนาคม 2543)
ส่วนจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยประมาณการณ์ว่ามีอยู่ถึง
3.5 ล้านคน
จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(เนคเทค) ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ (มกราคม 2544)
จะเห็นได้ว่าช่องทางดังกล่าวเปิดกว้างแก่คนกลุ่มใหญ่
โดยเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภค
การซื้อขายสินค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะให้ความสะดวกและมีประโยชน์หลายประการ
แต่ก็อาจก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้บริโภคทำนองเดียวกับการซื้อสินค้าหรือใช้บริการในรูปแบบเดิม
เพราะลักษณะของอินเทอร์เน็ตคือ
-
ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา และสถานที่
-
ให้ความสะดวก รวดเร็วในการโฆษณา (ผู้ประกอบธุรกิจ)
การซื้อขาย (ผู้บริโภค)
-
เป็นการติดต่อแบบ 2 ทาง (Interactivity)
ในรูปแบบมัลติมีเดีย (Multimedia)
-
ประหยัดต้นทุนทางธุรกิจ
-
ไม่ทราบตัวบุคคลที่ติดต่อซื้อขาย
-
ต้องอาศัยความเชื่อมั่นและไว้วางใจ
-
อาจมีการหลอกลวงเช่นเดียวกันธุรกิจในรูปแบบเดิม
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
อาจกล่าวได้ว่ามีการนำหลักการคุ้มครองผู้บริโภคมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) เป็นครั้งแรกใน มาตรา 57
สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความ
เห็นในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ
และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ
เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
กฎหมายสำคัญที่วางหลักการพื้นฐานเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในเรื่องการซื้อขายสินค้าและ
บริการคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2541
ซึ่งวางหลักการสำคัญเรื่องคุ้ม ครองสิทธิของผู้บริโภค
5 ประการ คือ
สิทธิที่จะได้รับข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ถูกต้อง,
สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการ,
สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ,
สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
และสิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย หลักการทั้ง 5
ประการนี้มีบัญญัติไว้ในมาตราต่างๆ ของกฎหมายฉบับนี้
แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ
ในเรื่องนี้มีผู้ให้ความเห็นว่า
กฎหมายได้ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคทุกกรณี
โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการทำธุรกรรมผ่านสื่อประเภทใด
แต่ยังมีปัญหาเกี่ยวเนื่องเรื่องการใช้บังคับกฎหมาย
ปัญหาการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและแนวทางแก้ไข
โดยหลักแล้วกฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าและบริการด้วยวิธีการใดดังที่กล่าวมาในข้างต้น
ประเด็นปัญหาจึงอาจมีหลายกรณี เช่น
กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีมาตรการที่เหมาะสมและเพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ตหรือไม่
อย่างไร
ควรมีการศึกษาถึงมาตรการที่เหมาะสมเฉพาะเรื่องไป
และอาจอาศัยมาตรการอื่นๆ เช่น
การให้ความรู้หรือคำแนะนำแก่ผู้บริโภค,
การจัดทำแนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจ (Best
Practice), มาตรการส่งเสริมสนับสนุนของภาครัฐ,
การตรวจตราหรือเฝ้าระวัง (surveillance)
ตลอดจนการออกกฎเกณฑ์หรือกฎหมายเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น
จากการศึกษาพบว่ามีการพัฒนากฎหมายบางฉบับ
ที่วางหลักคุ้มครองผู้บริโภคไว้แล้วซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
 |
|
9. ถ้าซื้อสินค้าหรือบริการทางอินเทอร์เน็ต
แต่ไม่ได้รับสินค้าหรือบริการ
หรือสินค้าไม่ถูกต้องหรือชำรุดเสียหาย
ผู้ซื้อควรจะทำอย่างไร |
ปัญหาที่ผู้บริโภคมักประสบจากการสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต
อาจมีลักษณะเช่นเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นในการซื้อขายตามปกติ
ได้แก่
1. ผู้ซื้อไม่ได้รับสินค้า หรือให้บริการตามที่ตกลงกัน
2. สินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับรายการที่สั่งซื้อ
3. สินค้าที่สั่งซื้อชำรุดเสียหาย ไม่สามารถใช้การได้
ข้อพึงปฏิบัติ (กรุณาดูรายละเอียดในหัวข้อ
6.10)
การแก้ไข
หากผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต
แต่ไม่ได้รับสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ
หรือสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับรายการที่สั่งซื้อ
หรือสินค้าที่สั่งซื้อชำรุดเสียหาย
ไม่สามารถใช้การได้แล้วแต่กรณี
แต่เดิมนั้นผู้บริโภคที่ใช้บัตรเครดิตอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ต่อมาจึงมีการออก ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
เรื่อง ให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ. 2542 (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม
2543) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ มาตรา 35
ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
เป็นผลทำให้ผู้ถือบัตรเครดิต
ซึ่งรวมถึงบัตรเดบิตด้วยได้รับความคุ้มครองเมื่อชำระค่าสินค้า
ค่าบริการทางอินเทอร์เน็ต
กล่าวคือ
ผู้ซื้อมีสิทธิขอยกเลิกการซื้อสินค้าหรือรับบริการนั้น
ภายในระยะเวลา 45 วัน นับแต่วันสั่งซื้อ หรือภายใน 30
วัน นับแต่วันถึงกำหนดส่งมอบสินค้าหรือบริการ
เมื่อมีกำหนดเวลาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
แต่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้รับสินค้าจริง
หรือได้รับไม่ตรงกำหนดเวลา หรือได้รับไม่ครบถ้วน
ไม่ถูกต้อง หรือชำรุดบกพร่องแล้วแต่กรณี
 |
|
10. ผู้ถือบัตรเครดิตต้องรับผิดชอบหรือไม่
ถ้ามีผู้อื่นนำบัตรไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต
และมีข้อพึงปฏิบัติเพื่อป้องกันอย่างไร |
|
ต่อไปนี้เป็น
ข้อพึงปฏิบัติของผู้บริโภคเพื่อป้องกันและวิธีแก้ไขปัญหา
ข้อพึงปฏิบัติ
-
ผู้ซื้อควรเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขายที่น่าเชื่อถือคือ
มีรายละเอียดชื่อ ที่อยู่ของผู้ขายสินค้า
หรือวิธีที่สามารถติดต่อได้
-
หากไม่มั่นใจผู้ขาย
ก็ควรหลีกเลี่ยงไปใช้บริการของร้านค้าที่เป็นที่รู้จัก
-
การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ต
ผู้ถือบัตรไม่ควรให้ข้อมูลบัตรเครดิต เช่น
หมายเลขบัตร วัน เดือน ปีที่บัตรหมดอายุ
หรือข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ขายที่ไม่น่าไว้วางใจ
หรือไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยขณะชำระเงิน
(สังเกตจาก https://
หรือเครื่องหมายแม่กุญแจที่ล็อกอยู่)
-
สอบถามหรือตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไขบัตรชนิดต่างๆ
กับธนาคารหรือบริษัทที่ออกบัตรเครดิต บัตรเดบิต
หรือบัตรที่สามารถชำระเงินทางอินเทอร์เน็ตได้ว่า
ผู้ถือบัตรจะได้รับความคุ้มครองในกรณีใดบ้าง
และมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร
-
เมื่อพบรายการผิดปกติใดๆ
หรือเชื่อว่าตนอาจถูกหลอกหรือมีผู้ใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต
ควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทหรือธนาคารที่ออกบัตรทราบ
และทำหนังสือปฏิเสธการใช้บัตรเพื่อระงับรายการนั้นไว้ชั่วคราว
ถ้าผลการตรวจสอบพบว่า
ผู้ถือบัตรไม่ได้ใช้บัตรจริง
ธนาคารผู้ออกบัตรจะไม่เรียกเก็บเงิน
หรือหากได้ชำระเงินไปแล้ว
ก็จะคืนเงินให้แก่ผู้ถือบัตร
จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อมูลของฝ่ายผู้ออกบัตรแล้ว
ทั้งนี้
ผู้บริโภคที่เป็นผู้บริโภคจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามข้อตกลงระหว่างผู้ออกบัตรและผู้ถือบัตร
จะเห็นได้ว่า
ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองจากการใช้บัตรเครดิตของบุคคลอื่นทางอินเทอร์เน็ต
ซึ่งตนไม่ได้ให้ความยินยอม
เนื่องจากธนาคารผู้ออกบัตรจะต้องปฏิบัติตาม
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
เรื่องให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ. 2542
ที่ประกาศให้การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
ผู้ออกบัตรจะต้องใช้ข้อสัญญาที่มีเนื้อความตามประกาศ
 |