พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
    โครงสร้างพื้นฐาน (ระบบเครือข่าย มาตรฐาน บุคลากร การวิจัยและพัฒนา)
    การรักษาความปลอดภัย (ภัยคุกคาม และเทคโนโลยีการป้องกัน)
    การเงิน (ระบบชำระเงิน การคำนวณภาษี และแหล่งเงินทุน)
    ธุรกิจ (กลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินธุรกิจ)
    กฎหมายและนโยบาย
    การต่างประเทศ
    ขั้นตอนความสำเร็จ
 
     ติดต่อเรื่องทางด้านเทคนิค
     ติดต่อเรื่องโฆษณา
     ติดต่อเรื่องการชำระเงิน
     ติดต่อเรื่องขอใช้บริการ
 

การต่างประเทศ

1. การดำเนินงานของ e-ASEAN เป็นอย่างไร
     e-ASEAN คือ ตลาดร่วมในภูมิภาคอาเซียน ที่เกิดจากการ เปิดเสรีด้านการค้า บริการ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อ
  • พัฒนา e-Infrastructure เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกัน
  • พัฒนา e-Society เพื่อเป็นสังคมอุดมความรู้
  • สร้าง e-Government ที่ให้บริการประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
  • ส่งเสริม e-Commerce เพื่อโอกาสทางการค้าที่ไร้ขอบเขต

ความเป็นมาของ e-ASEAN
      จากการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียน ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2542 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เห็นชอบให้มี การดำเนินความร่วมมือด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน โดยเสนอให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีด้านสินค้า บริการ และการลงทุนที่ เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ภายใต้ความตกลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (e-ASEAN Agreement) โดยมีคณะทำงาน เฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน ซึ่งคณะทำงานเฉพาะกิจดังกล่าวได้ทำหน้าที่ศึกษานโยบายและดำเนินการกำหนดสาระของโครงการ e-ASEAN ไว้ 5 ด้าน คือ

  1. การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศของอาเซียน ซึ่งจะต้อง มีการวางผังโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (ASEAN Backbone) รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของอาเซียน
  2. การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการผลักดันให้เกิดความมั่นใจในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาทิเช่น การมีกฎหมายรองรับ การมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็น มาตรฐานสากล เป็นต้น
  3. การเปิดเสรีด้านการค้า การบริการและการลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยในด้านการค้าจะต้องลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องให้เหลือร้อยละ 0 ทางด้านบริการจะเน้นเปิดเสรีทางด้านบริการโทรคมนาคมและบริการวิชาชีพ ส่วนทางด้านการลงทุนจะเปิดให้ประเทศในอาเซียนสามารถลงทุนในด้านการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยเสรีมากขึ้น
  4. การเน้นให้เกิดสังคมอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือสังคมอาเซียนจะสามารถใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
  5. การสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะเน้นการให้บริการประชาชนโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น การเสียภาษีผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การจดทะเบียนการค้า พิธีการศุลกากร เป็นต้น

      นอกเหนือจากทั้ง 5 ด้านที่ได้กล่าวมาแล้ว จะมีโครงการนำร่องที่จะส่งเสริมการพัฒนาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มากยิ่งขึ้น อาทิเช่น โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้มีความรู้ ความเข้าใจและความชำนาญมากขึ้น รวมทั้งการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยต่อไปก็อาจจะเรียนทางอินเทอร์เน็ต เพื่อจะยกระดับการศึกษาของประชากรในอาเซียนทั้งหมด สถานศึกษาต่าง ๆ ในอาเซียนจะมีโครงการที่จะเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทางด้านข้อมูลการค้าก็จะต้องเชื่อมโยงกันโดยโครงการนำร่องเหล่านี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 2-3 โครงการ ปัจจุบันโครงการ e-ASEANยังได้รับความสนใจที่จะเข้าร่วมจากประเทศซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียอีก 3 ประเทศคือ จีน เกาหลี และญี่ปุ่นหากข้อเสนออาเซียนอิเล็กทรอนิกส์สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมจริง จะทำให้เราสามารถใช้ความทันสมัยของเทคโนโยลีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

วัตถุประสงค์ของ e-ASEAN
เพื่อลดช่องว่างอย่างเป็นรูปธรรมในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยดำเนินการดังนี้

  1. ส่งเสริมการไหลเวียนของสินค้าและบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภายในกลุ่มประเทศอาเซียน
  2. สร้างแรงจูงใจการลงทุนการค้าสินค้าและการค้าบริการเทคโนโลยีสารสนเทศจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและ ประเทศนอกกลุ่ม
  3. สนับสนุนการพัฒนาและประสานความร่วมมือทางเทคนิคและเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างภาครัฐ และเอกชนของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

การค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Trade)
วัตถุประสงค์
เพื่ออำนวยความสะดวกและมีเสรีในการไหลเวียนผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
รูปแบบการค้า

  1. กระบวนการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การร่นระยะเวลาในการลดภาษีศุลกากรผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ความตกลงการเปิดเสรีการค้าสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศเดิม ร่นระยะเวลาภาษีให้เหลือร้อยละ 0 โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา คือ ปี ค.ศ. 2003, 2004 และ 2005 ตามลำดับ สำหรับกลุ่มอาเซียน 4 ประเทศใหม่ ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ได้ร่นระยะเวลาที่จะลดภาษีเป็นร้อยละ 0 ในช่วงเวลา ปี ค.ศ. 2008, 2009, และ 2010
  2. การอำนวยความสะดวกการค้าสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับชาติ ความต้องการใบอนุญาตการนำเข้า การจำแนกผลิตภัณฑ์ตามสินค้านำเข้า และการอิงมูลค่าตามพิกัดภาษีศุลกากร
  3. การสร้างสมรรถนะการค้าสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความร่วมมือทางเทคนิคและ เศรษฐกิจ โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และดำเนินการโครงการนำร่อง

การครอบคลุมกรอบความตกลงการค้าสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่
1. ประเภทผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตามความตกลง ITA – 1
2. ประเภทผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียน

การค้าบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service)
วัตถุประสงค์
เพื่อขยายขอบเขตกระบวนการให้เป็นเสรี และเจาะลึกถึงความเกี่ยวพันในการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใน ภายภาคหน้า ตามกรอบความตกลงการค้าบริการ (GATS) และความตกลงโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศสมาชิกอาเซียน
รูปแบบการค้าบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

  1. กระบวนการค้าบริการเสรี คือ การขจัดมาตรการที่แตกต่าง และข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดเสรีการค้าบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน ได้แก่ มาตรการใหม่ๆ ที่แตกต่างกันในข้อห้ามภาษีและข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาด
  2. การอำนวยความสะดวกการค้าบริการเสรี คือ การรับรองเชื่อถือซึ่งกันและกันด้วยมาตรฐานคุณภาพและการอนุญาต หรือความต้องการใบรับรองเพื่ออำนวยการการค้าบริการให้กับบุคคลทั่วไป หรือให้กับนิติบุคคลของประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศนอกกลุ่มสมาชิกอาเซียน
  3. ความร่วมมือการค้าบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย
    ก. การแลกเปลี่ยนสารสนเทศและประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่กันและกัน
    ข. การเป็นพันธมิตรร่วมในการพัฒนาและวิจัยการค้าบริการ
    ค. การเป็นพันธมิตรร่วมในด้านการผลิต การตลาด และการแลกเปลี่ยนการค้าบริการซึ่งกันและกัน

การครอบคลุมกรอบความตกลงการค้าบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเสรีระหว่างพันธมิตรด้วยกัน ได้แก่
1. โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
2. การบริการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคมแบบมูลค่าเพิ่ม
3. การบริการอินเทอร์เน็ต
4. การพัฒนาสาระเนื้อหาข้อมูลและการเผยแพร่

การลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Investment)
วัตถุประสงค์
เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศนอกกลุ่ม รวมทั้งสร้างความแข็งแกร่งในขีดความสามารถของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน โดยดำเนินการดังนี้

  1. การลงทุนทันที โดยการสนับสนุนแรงจูงใจเฉพาะ เพื่อเข้าร่วมพันธมิตรโครงการ
  2. การขจัดอุปสรรคในระยะยาวของการลงทุนให้สอดคล้องกับกฎหมายการลงทุนรองรับ เพื่อลดข้อกีดขวางการไหล เวียนทุนอาเซียน

รูปแบบการลงทุน

  1. สร้างแรงจูงใจการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ Hardware และ Software
  2. การสนับสนุนกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้มีความร่วมมือในการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์
  3. กระบวนการลงทุนเสรี พิจารณาภายใต้บทบัญญัติของกรอบความตกลงเขตการลงทุนของอาเซียน รวมทั้งนักลงทุนในอาเซียน (ASEAN Investor) เสมือนว่าเป็นคนในชาติเดียวกัน หรือบุคคลที่เป็นนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ สมาชิกอาเซียน
  4. สิ่งอำนวยความสะดวกการลงทุน ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้
    1.ความโปร่งใส หมายถึง สมาชิกทุกประเทศของอาเซียนจะสร้างความพร้อมในการเปิดเผยตนต่อสาธารณะ หรือแสดงตนผ่านอินเทอร์เน็ต มาตรการทุกมาตรการ กฎหมายต่างๆ ข้อบังคับ กฎหมายต่างๆ และแนวทางการบริหาร ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินการในความตกลง เพื่อแจ้งข่าวใดๆ ล่วงหน้าให้ทราบทันที หรือแม้แต่การแจ้งล่วงหน้าเรื่องการ เปลี่ยนแปลงระเบียบกฎหมายที่มีอยู่เพื่อใช้บังคับ
    2.ลดกระบวนการขั้นตอนให้ง่ายและฉับไว เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีการดำเนินการและตรวจสอบโครงการได้ตามความตกลงดังกล่าว
    3.การหลีกเลี่ยงความตกลงในภาษีศุลกากรที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มคุณภาพในการลงทุนของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างกว้างขวาง

การครอบคลุมการค้าลงทุน ได้แก่
1. อุตสาหกรรมโรงงานและการผลิตผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
2. การค้าบริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์

ลักษณะรูปแบบการดำเนินงานของ e-ASEAN
      ผลการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจ (AEM) ครั้งที่ 31 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 ณ ประเทศสิงคโปร์ ได้อนุมัติข้อเสนอการริเริ่มความร่วมมือด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างทางอิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มประเทศ สมาชิกอาเซียน (ASEAN e - Space) โดยรายละเอียดสาระสำคัญของข้อเสนอ 2 ประการที่ AEM ได้อนุมัติเพิ่มในคราวประชุมอย่างไม่เป็นทางการ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ได้แก่
      ประการที่หนึ่ง ให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสูงภาครัฐ – ภาคเอกชน เรียกชื่อว่าคณะทำงานระดับสูงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ (e–ASEAN Task Force: EATF) เพื่อพัฒนาฐานความร่วมมือและจัดทำแผนงาน หรือแผนปฏิบัติงานให้ครอบคลุมสิ่งจำเป็นพื้นฐานทางกายภาพ กฎหมาย เหตุผล และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำไปสู่การลดช่องว่างอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐสมาชิกอาเซียน
      ประการที่สอง ปฏิรูปโครงสร้างของกลุ่มคณะทำงานโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศอาเซียน (Working Group on ASEAN Information : WGAII) มาเป็นกลุ่มคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (e–ASEAN Working Group : EAWG)
      ทั้งนี้ คณะทำงานนี้จะมองภาพรวมและมีการปฏิบัติงานโครงการของอาเซียน และให้ข้อคิดเห็นโดยจะนำเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานต่อ AEM ผ่านคณะรัฐมนตรีอาวุโส (SEOM) โดยจะมีคณะทำงาน EATF ให้แนวทางและข้อคิดเห็นสนับสนุนต่อ คณะทำงาน EAWG

ข้อกำหนดรายละเอียด(Term of Reference : TOR) ของคณะทำงาน e-ASEAN
      ตามที่นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ได้ให้ข้อคิดเห็นแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศว่าควรมีการเชื่อมโยงและสร้างความสอดคล้องโครงสร้างสารสนเทศพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งในการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในระดับโลก ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องมีการสนับสนุนความเข้มแข็งในการติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกด้วยกันเสียก่อน โดย คณะทำงานโครงสร้างสารสนเทศพื้นฐานของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Information Infrastructure : WGAII) ได้มีการร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ และทดสอบการดำเนินการพื้นฐานสารสนเทศดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว และมีข้อเสนอเพื่อแนะนำแนวทางการเชื่อมโยงระบบต่างๆ ของกลุ่มสมาชิกอาเซียนภายใต้โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศอาเซียน (ASEAN Information Infrastructure : AII) โดยผลการศึกษา ได้บันทึกผ่านไปยังผู้นำและคณะมนตรี เมื่อคราวประชุมผู้นำสุดยอดแบบไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 3 คณะมนตรีได้ตกลงให้มีการ จัดตั้งคณะทำงาน EATF เพื่อพัฒนาและประสานการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมสิ่งที่จำเป็นพื้นฐานทางกายภาพ กฎหมาย หลักการและเหตุผล ความจำเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์จะค่อยๆ ลดช่องว่างอิเล็กทรอนิกส์ ของอาเซียน ภายใต้ยุคเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ รวมทั้งเพื่อพัฒนาความสามารถภายในอาเซียนให้มีความพร้อมสู่ตลาด โลก ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายให้อาเซียนมีจุดยืนในการริเริ่มความพร้อมในสหัสวรรษใหม่ ได้แก่ e–ASEAN Initiative

วัตถุประสงค์ของคณะทำงาน
เพื่อสนับสนุนการดำเนินการอาเซียนอิเล็กทรอนิกส์ (e-ASEAN)

หน้าที่ของคณะทำงาน EAWG
คณะทำงาน EAWG จะทำงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้

  1. ปฏิบัติงานโครงการและสนับสนุนการดำเนินการตามแนวทางคำแนะนำของคณะทำงาน EATF
  2. ประสานการทำงานและทำงานตามองค์กรของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อปฏิบัติงานโครงการและให้ข้อคิดเห็นโครงการ
  3. ติดตามและประสานความก้าวหน้าของโครงการ e–ASEAN
  4. กำหนดเป้าหมายการทำงานของโครงการและสนับสนุนโครงการ e–ASEAN ให้สัมฤทธิ์ผลตามกำหนดการโครงการ
  5. ตอบสนองความต้องการและให้คำแนะนำและช่วยเหลือคณะทำงาน EATF ในสาระสำคัญเกี่ยวกับคณะทำงาน e–ASEAN
  6. รับผิดชอบต่อ SEOM โดยจัดทำรายงานความคืบหน้า e–ASEAN เสนอต่อคณะทำงาน EATF ผ่าน SEOM

ความสัมพันธ์กับคณะทำงานเฉพาะกิจ EATF

  1. คณะทำงาน EAWG จะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายเลขานุการ ASEAN ในการกำหนดระยะเวลาการจัดเตรียม รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการ e–ASEAN เพื่อนำเสนอต่อคณะทำงานเฉพาะกิจ EATF ผ่าน SEOM
  2. คณะทำงาน EATF จะกำหนดแนวทางและข้อคิดเห็นต่อคณะทำงาน EAWG รวมทั้งแนะนำให้ความช่วยเหลือ สาระสำคัญที่ เกี่ยวกับการดำเนินการ e–ASEAN ต่อการประชุม AEM ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการเศรษฐกิจอาวุโสคณะทำงาน EAWG จะจัดหาข้อมูลสนับสนุน SEOM ให้ทันสมัยตลอดเวลา

ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการเศรษฐกิจอาวุโส
คณะทำงาน EAWG จะจัดหาข้อมูลสนับสนุน SEOM ให้ทันสมัยตลอดเวลา

ความสัมพันธ์กับฝ่ายเลขา ASEAN
ฝ่ายเลขาอาเซียนจะสนับสนุนการเตรียมการทีมงาน เพื่ออำนวยการในด้านเลขานุการคณะทำงานอาเซียนอิเล็กทรอนิกส์

ประเทศสมาชิกอาเซียน
แต่งตั้งคณะทำงานของแต่ละประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเป็นตัวแทนและอภิปรายในคณะทำงานอาเซียนอิเล็กทรอนิกส์

ระยะเวลาในการประชุม
กำหนดการประชุมขึ้นกับความจำเป็น เพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์และบรรลุเป้าหมาย

ค่าใช้จ่ายของคณะทำงาน
งบประมาณในการประชุมของคณะทำงาน ให้เวียนความรับผิดชอบในประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นเจ้าภาพพื้นที่ประชุม

ผู้เข้าร่วมประชุมในคณะทำงานและผู้ร่วมสังเกตการณ์

  • ผู้เข้าร่วมประชุมและสังเกตการณ์อาจจะยอมให้มาจากประเทศที่ไม่ใช่ประเทศสมาชิกอาเซียนก็ได้ หรือเป็นที่ปรึกษามาจากภาคเอกชนที่ได้รับเชิญจากแต่ละประเทศ
  • คณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้นเป็นคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน

การสนับสนุนฝ่ายเลขานุการอาเซียน
ประเทศเจ้าของเรื่องจัดประชุม จะต้องรับผิดชอบการดำเนินการประชุม โดยประสานการดำเนินการจากผู้ช่วยฝ่ายเลขานุการอาเซียน

การเงิน

  • ประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบริการฝ่ายเลขานุการ การขนส่ง และ การปฏิบัติหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากการประชุม
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยว ค่าเบี้ยเลี้ยงและที่พัก ประเทศสมาชิกอาเซียนรับผิดชอบเอง
  • การติดตาม ทบทวน แก้ไขข้อกำหนดรายละเอียด (TOR) จะมีการแก้ไขตามความจำเป็นและแนะนำจาก EAWG, EATFและ SEOM

การติดตาม ทบทวน แก้ไขข้อกำหนดรายละเอียด (TOR)
จะมีการแก้ไขตามความจำเป็นและแนะนำจาก EAWG, EATF และ SEOM

ศูนย์ประสานงาน อี-อาเซียน -----http://www.nectec.or.th/e-asean/

2. e-Thailand มีความเป็นมาอย่างไร
     สืบเนื่องจากการเจรจาสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อปลายปี 2542 กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนตกลงที่จะดำเนินการตามข้อเสนอ e-ASEAN Initiative ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือ การเสริมศักยภาพด้านไอทีของภูมิภาคนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันใน เวทีเศรษฐกิจโลก โดยจะมีการดำเนินการในหลายด้าน เช่น การสร้างเขตเสรีทางการค้า การบริการ และการลงทุนด้านไอทีในภูมิภาค การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดันให้เกิด ระบบ e-Government ในแต่ละประเทศสมาชิก เป็นต้น
      จากข้อตกลงที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของ e-ASEAN ได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 3 และ 4 กรกฎาคม 2543 มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ เรื่อง e-Government (โดย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับกระทรวงคมนาคม) และ e-Service (โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ร่วมกับ กรมไปรษณีย์โทรเลข องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย)
      จากมติครม.ดังกล่าว คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 4/2543 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 เห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการพัฒนา e-Thailand ขึ้นภายใต้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ แห่งชาติ ดังนั้น จึงได้มีคำสั่งคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ที่ 8/2543 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการ พัฒนา e-Thailand เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2543 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็น ประธานคณะอนุกรรมการฯ และผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองและเตรียมการในเชิงรุกต่อความเคลื่อนไหวของพัฒนาการที่เกิดขึ้นแล้วและทีกำลังจะเกิดขึ้นในระดับ ภูมิภาคและระดับโลกดังกล่าว โดยการเสนอแนะแนวทางการดำเนินการของประเทศไทยเพื่อพัฒนาไปสู่ e-Thailand บนพื้นฐานของความพร้อมและเงื่อนไข/ข้อจำกัดของประเทศไทย
      คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการพัฒนา e-Thailand ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์) เป็นประธานในการประชุม ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา e-Thailand โดยได้พิจารณาถึงโครงสร้างของ e-Thailand และมีมติเห็นชอบให้ มีการแต่งตั้งคณะทำงานย่อย รวม 6 ชุด คือ
  • คณะทำงาน “การส่งเสริมการพัฒนาสังคม (e-Society)” ที่ประชุมเสนอให้ นายสันติ บางอ้อ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานคณะทำงาน
  • คณะทำงาน “การพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)” ที่ประชุมเห็นว่าคณะทำงานย่อยชุดนี้ มีรายชื่อหน่วยงานบางส่วนที่ซ้ำซ้อนกับคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในหน่วยงานภาครัฐ ที่ประชุมจึงเสนอให้ นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว เพื่อขอความเห็นว่าจะใช้ชื่อคณะทำงานชุดเดียวกัน และขอให้ประธานจากคณะอนุกรรมการฯ นี้ทำหน้าที่เป็นประธานในคณะทำงานย่อยนี้ด้วย
  • คณะทำงาน “นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” ที่ประชุมเสนอให้กรมเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ และกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันปรึกษาหารือถึงผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นประธานของคณะทำงานนี้
  • คณะทำงาน “การเปิดเสรี (Liberalization) ด้านการค้า บริการ และการลงทุน” ที่ประชุมเสนอให้ อธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์เป็นประธาน และให้มีรองประธานมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านของการเปิดเสรี
  • คณะทำงาน “การอำนวยความสะดวกด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Facilitation)” ที่ประชุมเสนอให้ นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข เป็นประธาน
  • คณะทำงาน “โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ (ASEAN Information Infrastructure)” ที่ประชุมเสนอให้ กระทรวงคมนาคมพิจารณาเสนอ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ท่านหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน

3. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
     พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังคงตามหลังอยู่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีทฤษฎีใดกำหนดไว้แน่นอนว่า ควรจะดูจากตัวชี้วัดอะไรบ้าง แต่ก็พอคาดเดาได้เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆโดยรอบ เช่น สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและบุคลากร ความตื่นตัวของสังคม ความรู้ความสามารถของประชาชนในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ และการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
      อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม ASEAN ด้วยกันแล้ว ประเทศไทยจัดอยู่ในระดับต้นๆ จากการทำวิจัยของบริษัท IBM ในหัวข้อ e-ASEAN Readiness Assessment ที่วัดความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของแต่ละประเทศในกลุ่ม ASEAN พบว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยอยู่ในระดับเดียวกับ ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย คืออยู่ในระดับ “นำไปใช้” (Embedding) คือ เป็นระดับที่ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และมีบทบาทมากในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย และพระราชบัญญัติต่างๆของประเทศอีกด้วย ระดับนี้อยู่ในระดับที่ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ มีเพียงสิงคโปร์ประเทศเดียวเท่านั้นที่อยู่เหนือกว่าประเทศไทย คืออยู่ในระดับที่ 4 “ขยายผล” (Extending) คือสามารถนำเอาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ไปประดิษฐ์คิดค้นและดัดแปลงกระบวนการผลิตทั่วไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นด้วย ส่วนสองระดับที่เหลือได้แก่ ระดับที่ 2 ”เติบโต” (Evolving) คือเป็นระดับที่ โครงร่างของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับด้านอื่นๆของประเทศ เช่น การเมือง สังคม และ เศรษฐกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศในระดับนี้ได้แก่ บรูไน และ อินโดนิเซีย ส่วนระดับสุดท้ายซึ่งเป็นระดับเบื้องต้นที่สุด คือ ระดับ“ก่อเกิด” (Emerging) คือ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพิ่งจะเริ่มเกิดขึ้นในประเทศหรือเริ่มมีการวางแผนไปบ้างแล้ว นโยบายการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อสื่อสารก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ประเทศในระดับนี้ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา พม่า และลาว
      ดัชนีที่ IBM ใช้เป็นตัวประเมิณความพร้อมของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในงานวิจัยชิ้นนี้ ได้แก่ จำนวนเงินที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบภาษีและระบบชำระเงินที่ใช้ ระบบการส่งสินค้าทางกายภาพ และ ขอบเขตของกฎหมายที่มีไว้รองรับ

4. เวที APEC กับ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
     APEC (Asia Pacific Economic Cooperation) หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 โดยมีนโยบายสนับสนุนอุดมการณ์รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Regionalism) คือการให้สิทธิประโยชน์ที่สมาชิก APECให้แก่กันมีผลต่อผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกเอเปคด้วย ส่งเสริมระบอบการค้าพหุภาคี ลดอุปสรรคทางการค้า การบริการและการลงทุนในทางที่สอดคล้องกับหลักการของแกตต์ (GATT) และเป็นเวทีสำหรับสมาชิกและภูมิภาค ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 21 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน ไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนไทเป ฮ่องกง เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี ชิลี เวียดนาม เปรู แคนาดา และรัสเซีย (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม พ.ศ. 2545)
บทบาทของ APEC ต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  1. ที่ประชุมเอเปค ครั้งที่ 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540 ณ เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มีความเห็นตรงกันว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และมอบหมายให้กับรัฐมนตรีเอเปคจัดทำแผนการดำเนินงานเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเอเปค (A Regional Electronic Commerce Work Program)
  2. ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2541 ณ เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้จัดตั้งกลุ่มเฉพาะกิจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้น (APEC Electronic Commerce Task Force) เพื่อจัดทำแผนดังกล่าว
  3. APEC Task Force ได้จัดทำ APEC Blueprint for Action on Electronic Commerce ขึ้น ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคครั้งที่ 10 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
  4. หลังจาก APEC Task Force หมดวาระลง ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce Steering Group : ECSG) ขึ้น ตามที่ระบุไว้ใน Blueprint เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ใน Blueprint และประสานงานระหว่างคณะทำงานกลุ่มต่างๆ ของเอเปคที่มีกิจกรรมตรงกับ Blueprint เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนและเป็นการผลักดันให้กิจกรรมต่างๆ สามารถบรรลุผลโดยเร็ว ทั้งนี้ ECSG มีวาระการทำงาน 2 ปี โดยไทยและสหรัฐฯ เป็นประธานร่วม ซึ่งคณะทำงานเฉพาะกิจฯ จะหมดวาระลงในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2544 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่คาดว่าจะมีการต่ออายุคณะทำงานเฉพาะกิจฯ ออกไปอีก
  5. คณะทำงานเฉพาะกิจฯ ได้มีการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง โดยในครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2542 ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในการนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ใน Blueprint โดยสรุปคือ
    • กิจกรรมการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน
    • ดำเนินการไปสู่การค้าไร้กระดาษ โดยกำหนดเป้าหมายสำหรับสมาชิกพัฒนาแล้ว ภายในปี 2005 และสมาชิกกำลังพัฒนาภายในปี 2010
    • จัดตั้ง APEC Virtual Electronic Commerce Multimedia Resource Network ซึ่งประกอบด้วย Electronic Commerce Training Center (ตั้งอยู่ในประเทศไทย) และ Virtual Information Network (เป็นความร่วมมือระหว่างสิงคโปร์กับแคนาดา)
    • จัดทำสถิติพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Measurement of Electronic Commerce)
    • รายงานผลการประชุม OECD Authentication Workshop ในเรื่องเทคโนโลยีด้านการพิสูจน์ตัวตนของคู่สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (Authentication)
    • จัดทำดัชนีความพร้อมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Readiness Indicator)
  6. ที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 11 เมื่อเดือนกันยายน 2542 ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโส ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้
    • สนับสนุนให้สมาชิกเอเปคใช้ ดัชนีความพร้อมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Readiness Indicator) ในการประเมินความพร้อมของแต่ละสมาชิกต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และรายงานผลในปีหน้า
    • จัดทำสถิติและเครื่องชี้วัดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิก APEC
    • สนับสนุนให้สมาชิกเอเปคพิจารณาใช้ UNCITRAL Model Law on Electronic Commerce เป็นแม่แบบในการจัดทำกรอบกฎหมายด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
    • ริเริ่มดำเนินงานในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
    • จัดทำแผนงานในระดับภูมิภาคที่สนับสนุนให้ SMEs ใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
    • เร่งดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าไร้กระดาษ (Paperless Trading) ตามกำหนดเวลา
  7. ที่ประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2543 ณ กรุงเทพฯ ได้มีมติเห็นชอบในประเด็นต่างๆ ดังนี้
    7.1 การคุ้มครองผู้บริโภค
    • ให้เริมดำเนินการด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกเอเปค โดยรวบรวมสถานะด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในแต่ละสมาชิกไว้ใน Web Site ของคณะทำงานเฉพาะกิจฯ
    • ไม่ควรจัดทำ Guideline ของเอเปคโดยเฉพาะขึ้น แต่ควรใช้ Guideline ที่ได้มีการจัดทำขึ้นมาแล้ว เช่น OECD Guidelines on Consumer Protection เป็นแนวทางในการกำหนด Codes of Conduct และเสนอว่า เอเปคควรหารือกับองค์กรระหว่างประเทศในการพิจารณา Best Practices
    • ภาครัฐควรสนับสนุนกลไกอื่นๆ ด้วย (Alternative Dispute Solutions: ADR) เพื่อใช้ในการแก้ไขข้อขัดแย้ง
    7.2 การค้าไร้กระดาษ
    - ให้ออสเตรเลียจัดทำ Paperless Trading Matrix Questionnaire ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำและส่งให้สมาชิกแล้ว
  8. ที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2543 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ให้ความสำคัญกับงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างมาก โดยเน้นให้มีการเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิก การมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และการจัดทำกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกัน โดยให้พิจารณานำเอากฎหมายของ UNCITRAL เป็นแม่แบบ
  9. สำหรับประเทศไทย ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ UNCITRAL Model Law เป็นแม่แบบ และคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาใด ส่วนเรื่องการค้าแบบไร้เอกสารนั้น กรมศุลกากรได้ดำเนินการติดตั้งระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EDI ในพิธีการศุลกากรมาตั้งแต่ต้นปี 2541 และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์สำหรับทั้งพิธีการขาเข้าและขาออกภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 แต่ยังไม่สามารถเป็นแบบไร้เอกสารได้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ให้การยอมรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งระหว่างนี้กรมศุลกากรอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายศุลกากร และการยกร่างกฎหมาย EDI และสนับสนุนให้มีการยืดเวลาการคงสถานะไม่เก็บภาษีศุลกากรออกไปเป็นการชั่วคราว เนื่องจากในชั้นนี้ยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนของคำว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของผลกระทบโดยรวมของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ที่มา : http://tapecy.virtualave.net/thai%20ver/index.html

5. องค์การการค้าโลก (WTO) มีนโยบายในการจัดเก็บภาษีศุลกากรในการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างไร
   ในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก(Ministerial Conference) ครั้งที่ 2 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อพฤษภาคม 2541 ที่ประชุมได้จัดทำ “ปฏิญญาว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โลก” (Declaration on Global Electronic Commerce) ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ประการคือ
ประการที่1 ให้ประเทศสมาชิกจะยังคงสถานะการไม่จัดเก็บภาษีศุลกากรจากการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเรียกว่า ‘Standstill’
      ประการที่ 2 มอบหมายให้คณะมนตรีทั่วไป(General Council)จัดทำแผนงาน(Work Programme)เพื่อศึกษาพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
      สำหรับการทำปฏิญญาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีศุลกากรนั้น ซึ่งมีเนื้อหาว่าประเทศสมาชิกจะไม่จัดเก็บภาษีศุลกากรที่เกี่ยวกับการรับหรือส่ง (ข้อมูล) ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transmission) กล่าวคือประเทศสมาชิกยังคงสามารถจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่มีลักษณะทางกายภาพจับต้องได้ (Physical Goods) ซึ่งสั่งซื้อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่นอินเทอร์เน็ต แต่หากเป็นสินค้าหรือบริการที่ส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ก็ให้ยังคงไม่มีมาตรการจัดเก็บสำหรับสินค้าหรือบริการประเภทนี้
      การประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 4 ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2544 มีการออกปฏิญญาของรัฐมนตรีที่กล่าวถึงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ว่า ประเทศสมาชิกจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเดิมที่จะไม่จัดเก็บภาษีศุลกากรที่เกี่ยวกับการรับหรือส่ง (ข้อมูล) ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะมีการทบทวนอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป (ครั้งที่ 5)
      อนึ่ง มีการประชุมอภิปรายประเด็นเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2544 ซึ่งมีหัวข้อหลายเรื่อง สำหรับเรื่องที่สำคัญและได้รับความสนใจมากคือ การจัดจำแนกประเภทของการทำธุรกรรมการให้บริการในระบบออนไลน์ (Online Services Transactions) ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการจัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
  • ธุรกรรมการให้บริการที่สามารถดำเนินการทางอินเทอร์เน็ตได้ทุกขั้นตอน
  • ธุรกรรมการให้บริการที่ต้องอาศัยบริการจัดส่งสินค้าด้วยวิธีเดิม
  • ธุรกรรมการให้บริการที่เกี่ยวกับการให้บริการทางโทรคมนาคม รวมถึงบริการทางอินเทอร์เน็ต

          ประเด็นที่มีการอภิปรายและยังมีความเห็นแตกต่างกันคือ การจำแนกลักษณะของ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” ว่าถือเป็นสินค้าหรือบริการ กรณีที่เป็นการรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์บางรูปแบบ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์, หนังสือ, เพลง เป็นต้น เนื่องจากจะมีผลต่อการนำความตกลงที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้ อันมีผลโดยตรงต่อพันธกรณีที่ผูกพันประเทศสมาชิก ได้แก่ ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade - GATT) หรือความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (General Agreement on Trade in Services - GATS)
          ภายหลังจากที่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ รวม 4 ด้านคือ คณะมนตรีว่าด้วยการค้าบริการ, คณะมนตรีว่าด้วยการค้าสินค้า, คณะมนตรีว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และคณะมนตรีว่าด้วยการค้าและการพัฒนา เพื่อศึกษาและหาข้อสรุปในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของคณะทำงาน
          จึงสรุปได้ว่า องค์การการค้าโลกยังคงไม่มีนโยบายหรือแนวทางในการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จนกว่าจะได้ข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาของคณะทำงานชุดต่างๆ
    ที่มา: WT/MIN(98)DEC/2.. Declaration on Global Electronic Commerce, 25 May 1998
    DOHA WTO MINISTERIAL 2001: BRIEFING NOTES (ELECTORNIC COMMERCE Work Programme)

บรรณานุกรม
  1. Electronic Commerce, Gary P. Schneider, Course Technology, 2000, p. 12
  2. W@P The World in Your Hand, นิรันดร ทนงศักดิ์มนตรี, ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2543, หน้า 15
  3. พิชัยสงคราม e-Commerce, นภดล กมลวิลาสเสถียร, ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2544, 256 หน้า, หน้า 220-225
  4. The e-Commerce Question and Answer Book, Anita Rosen, AMACOM, 2000, p. 177
  5. Marketing on the Internet, Jan Zimmerman, Maximum Press, 2001, p. 258
  6. รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2544, สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
  7. e-Commerce ในธุรกิจจริง เรียนรู้จากกรณีศึกษาเด่นทั่วโลก, ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2545, 354 หน้า
  8. อีคอมเมิร์ซไทย: สถิติและบทวิเคราะห์รายสาขาธุรกิจ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2545, 600 หน้า


IBM Mark meaning and disclaimers.

IBM and e-business Mark are TM's of IBM Corp.

บริษัท เอ็ม เอ เอส เน็ตเวิร์ค จำกัด
- 56/37 หมู่.6 ถ.สุขประยูร ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม
- จ.ชลบุรี 20140 โทร/แฟกซ์ : 038-463227,09-8323189
- ดูแลลูกค้าsupport@masnetwork.co.th

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 720000300001 0 

ยินดีรับบัตร เครดิต