พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
    โครงสร้างพื้นฐาน (ระบบเครือข่าย มาตรฐาน บุคลากร การวิจัยและพัฒนา)
    การรักษาความปลอดภัย (ภัยคุกคาม และเทคโนโลยีการป้องกัน)
    การเงิน (ระบบชำระเงิน การคำนวณภาษี และแหล่งเงินทุน)
    ธุรกิจ (กลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินธุรกิจ)
    กฎหมายและนโยบาย
    การต่างประเทศ
    ขั้นตอนความสำเร็จ
 
     ติดต่อเรื่องทางด้านเทคนิค
     ติดต่อเรื่องโฆษณา
     ติดต่อเรื่องการชำระเงิน
     ติดต่อเรื่องขอใช้บริการ
 

7 ขั้นตอนในการวางแผนสร้าง
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซให้ประสบความสำเร็จ

 

        เว็บไซต์ที่ดีก็คือเว็บไซต์ที่มีการวางแผนไว้ดี!   แน่นอน คุณสามารถจะสร้างเว็บไซต์แบบตามบุญตามกรรมได้... และผมแน่ใจว่าคุณคงได้เห็นผลที่คิดแบบตามบุญตามกรรมได้ในทุกวันนี้เช่นกัน!   ไซต์ที่มีการออกแบบด้วยองค์ประกอบที่คละกันไปหมด ทั้งฟอนต์, ภาพกราฟิกและการเลือกบทความและหัวเรื่องที่สุ่มมา  เห็นเทคนิคอะไรใหม่หรือลูกเล่นแพรวพราวก็หยิบมาใส่ในเว็บไซต์ โดยไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายของตนเอง

       ถ้าคุณต้องการพัฒนาเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องวางแผนด้วยความระมัดระวัง   นี่เป็นลิสต์รายการสิ่งที่คุณจำเป็นต้องคิดถึงก่อนที่จะเริ่มพัฒนา... และขณะที่กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างเว็บไซต์ของคุณ   ลิสต์นี้จะแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก... แต่ละส่วนจะมีลิสต์ของมันเองที่จะต้องทำ   ขึ้นกับชนิดของธุรกิจที่คุณอยู่ คุณอาจจะไม่ต้องมีทุกขั้นตอน แต่สิ่งนี้จะช่วยชี้ประเด็นที่คุณจำเป็นต้องคิดถึง...บางครั้งคุณต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง... และการกระทำนั้นอาจจะทำให้คุณจำเป็นต้องเดินทางไกลก็ได้

 

1# - ตั้งบริษัทของคุณ

  • ชื่อและตัวบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเป็นทรัพย์สินหรือนิติบุคคล (คุณอาจจะต้องเช็ค, เลือกและจดทะเบียนโดเมนเนมในเวลาเดียวกัน   ถ้าชื่อบริษัทของคุณและ URL เป็นชื่อเดียวกัน คุณจะได้เรตติ้งที่สูงขึ้นจาก Search engines)   เริ่มจดทะเบียนโดเมนเนมเสียวันนี้   

    ส่วนการจดทะเบียนตั้งบริษัท ถ้าคุณพร้อมและมีชื่ออยู่ในใจแล้วเข้ามาตรวจสอบชื่อและขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิได้ที่ ThaiRegistration.com (http://www.thairegistration.com/reg) หลังจากนั้นก็ขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ที่เดียวกันนี้ ประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้มากและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทที่รับจ้างไปได้มาก -- ตอนนี้เปิดให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพก่อน ราวปลายปี 2545 นี้จึงจะขยายไปทั่วประเทศ
  • กำหนดว่าทำไมคุณถึงต้องออนไลน์   คุณกำลังสร้างเว็บไซต์ที่ขายข้อมูลและมีรายได้จากการโฆษณาและ Affiliate program หรือจากการขายสินค้าหรือบริการที่ไซต์ของคุณ หรือใช้เป็นช่องทางในการแสดงสินค้าของคุณ หรือใช้เป็นช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าต่างประเทศของคุณ
  • กำหนดว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร?   ใครที่จะเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์ของคุณ?   พวกเขาจะไปรวมตัวกันที่ไหน?
  • ใครเป็นคู่แข่งของคุณ?   พวกเขาขายอะไร?   พวกเขาขายมันอย่างไร?   พวกเขาได้เซ็ทอัพ Affiliate Programs ขึ้นมาใช้งานหรือ Joint venture หรือไม่?   คุณได้เสนอทางเลือกอะไรที่แตกต่างไปจากพวกเขาหรือไม่?

 

2# - เนื้อหาในเว็บไซต์

       อย่าไปประเมินเวลาที่ใช้ในการเซ็ทอัพและการดูแลข้อมูลที่เว็บไซต์ของคุณต่ำเกินไป   การดูแลและเพิ่มข้อมูลเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณต้องมีการวางแผนและหลักในการพิจารณา   ถ้าคุณต้องการให้คนที่เข้าชมกลับมาอีกเรื่อยๆ คุณต้องมีเหตุผลให้พวกเขากลับมา   สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเองอย่างบังเอิญแน่นอน   คุณต้องนำข้อมูลที่ล้าสมัยออกจากไซต์ของคุณและใส่ข้อมูลใหม่เข้าไป และหาเหตุผลให้กับผู้เข้าชมในการกลับมาที่ไซต์ของคุณบ่อยๆ

  • ช่องว่างการตลาดของคุณเป็นอะไร?   ไซต์ของคุณมีข้อมูลประเภทไหน?   อะไรเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนเข้ามาที่ไซต์ของคุณในครั้งแรก? และอะไรที่ทำให้พวกเขากลับมาอีก?
  • คุณไปหาข้อมูลมาจากแหล่งไหนมาป้อนที่เว็บไซต์ของคุณ?  คุณเขียนขึ้นมาเองหรือจ้างคนเขียน?   คุณซื้อข้อมูลหรือรวบรวมมาฟรี?   คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือคุณจ้างหรือร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น?  
  • คุณดูแลและเพิ่มข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ไซต์ของคุณอย่างไร?   คุณทำงานนี้บ่อยแค่ไหน?  คุณไปเรียนรู้งานเซ็ทอัพและดูแลรักษาไซต์มาได้อย่างไร... หรือจ้างคนทำให้คุณ?
  • คุณนำเสนอให้ข้อมูลฟรี?   คุณเสนอ Newsletter ฟรี?  บ่อยแค่ไหน?   ขอย้ำอีกที... ใครเขียนให้คุณและใครโพสต์ให้คุณ... และคุณดูแลลูกค้าและผู้ลงทะเบียนของคุณอย่างไร?

 

3# - การเลือก ISP และโฮสต์ให้กับเว็บไซต์

       การเลือกโฮสต์ให้กับเว็บไซต์และ ISP เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจของคุณ   คุณสามารถจะขายสินค้าให้กับผู้เข้าชมของคุณได้ ถ้าพวกเขาสามารถจะเข้ามาดูที่เว็บไซต์ของคุณได้สะดวก   คุณจะเสียเวลาและเสียเงินมากในการเปลี่ยนโฮสต์ ถ้าพวกเขาไม่ได้ให้บริการกับคุณตามที่ได้ตกลงกันไว้   คุณอย่าลืมว่า "คุณจ่ายยังไง คุณก็ได้อย่างนั้น" นั่นคือว่า ถ้าคุณต้องการของถูก คุณก็จะได้บริการที่แย่มากตอบแทน!   ISP และเว็บโฮสต์ของคุณถือว่าเป็นผู้ร่วมธุรกิจของคุณ   ให้เลือกด้วยความระมัดระวัง!

  • คุณมี ISP?   บริษัทที่คุณใช้บริการอยู่น่าเชื่อถือ?   คุณใช้ความเร็วโมเด็มเท่าไหร่ติดต่อกับพวกเขา?   คุณซื้อบริการของพวกเขาแบบ dial-up?   ถ้าคุณเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชม. คุณควรพิจารณาใช้บริการของบริษัทเคเบิ้ลหรือผ่านทางสายโทรศัพท์ ADSL.  คุณอาจจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการออนไลน์ ดังนั้นความสะดวกและความเร็วของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วย
  • เว็บไซต์ของคุณโฮสต์อยู่กับใคร?   อย่าไปคิดว่าคุณต้องใช้ ISP ที่คุณใช้บริการอยู่เพื่อโฮสต์เว็บไซต์ของคุณเสมอไป   คุณอาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่าในการโฮสต์เว็บไซต์ของคุณ เช่น  ถ้าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ในประเทศไทย คุณอาจจะหาโฮสต์ในประเทศไทยที่ให้บริการด้านเทคนิคที่ดีต่อคุณได้อย่างน้อย 7 วันในหนึ่งสัปดาห์ ถ้าได้ตลอด 24 ชม.ต่อวันและ 7 วันต่อสัปดาห์ได้จะดีที่สุด   ถ้าคุณมีกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ในอเมริกาหรือยุโรป คุณอาจจะเลือกโฮสต์ที่น่าเชื่อถือและมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตแบบ T1 connections เป็นต้น 


    ผมได้พูดถึงเรื่องการเลือกโฮสต์มาแล้วให้คุณเปิดดูได้จาก Newsletter เรื่อง "ความสำคัญของเว็บโฮสต์จะนำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจออนไลน์ของคุณ พวกเรามีบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว!"

     
    • เว็บไซต์โฮสต์ของคุณจะจดทะเบียนโดเมนเนมให้คุณได้หรือไม่?
    • เว็บไซต์โฮสต์ของคุณให้บริการเหล่านี้ (CGI-bins, secure server pages และ website statistics) กับคุณหรือไม่? และพวกเขาได้คิดเป็นค่าบริการแยกต่างหากหรือรวมกัน?
    • เว็บไซต์โฮสต์ตอบคำถามของคุณผ่านทางอีเมล์อย่างรวดเร็วหรือไม่?
    • พวกเขามีโทรศัพท์ไว้คอยให้ความช่วยเหลือกับคุณหรือไม่?
    • เว็บไซต์โฮสต์มีบริการตามที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องการ อย่างเช่น อีคอมเมิร์ซ, firewalls, ระบบดูแลป้องกันพวกแฮกเกอร์และอื่นๆ ให้หรือไม่?

 

4# - ระบบการบริหารจัดการธุรกิจของคุณสู่ความสำเร็จ

       คุณต้องสามารถควบคุมงานจำนวนมากที่มีเข้ามาในแต่ละวันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาอันจำกัด   การจะทำงานแบบนี้ได้คุณต้องจัดการและมีเครื่องมือ (ในที่นี้ก็คือซอฟท์แวร์) ที่เหมาะสม   คุณต้องเตรียมการพวกนี้ให้พร้อมและต้องมองเผื่ออนาคตว่าคุณจะต้องโต   ไม่มีอะไรที่จะแย่ไปกว่าการที่มีธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจนคุณไม่สามารถจะจัดการกับมันได้!   ถ้าคุณไม่ได้เตรียมพร้อม คุณจะทำลายชื่อเสียงของคุณเองและทำลายธุรกิจของคุณ... และเมื่อมันเสียหายไปแล้ว นั่นก็ยากที่จะกอบกู้ขึ้นมาได้ ดังนั้นคุณต้องมั่นใจว่า ธุรกิจของคุณมีระบบที่พร้อมจะรุกไปข้างหน้าได้!

  • HTML editor   มีซอฟท์แวร์ที่ช่วยเขียน HTML อยู่จำนวนมากในท้องตลาดให้เลือก  ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นฝึกเรียนรู้ ผมแนะนำให้ใช้ MS Frontpage และถ้าคุณต้องการจะก้าวไปอีกขั้นผมแนะนำ DreamWeaver (http://www.macromedia.com/) หรือ Homesite (http://www.allaire.com/) แต่ถ้าคุณคุ้นเคยกับ HTML ดี ผมแนะนำให้คุณใช้ Hotdog Professional (http://www.sausagetools.com/)
  • ซอฟท์แวร์อีเมล์   อย่าไปเสียเวลากับซอฟท์แวร์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ   หาซอฟท์แวร์ที่เป็น "โปร" ด้านนี้มาช่วยจัดการกับปริมาณอีเมล์ที่เข้ามาจำนวนมากในแต่ละวัน   ซอฟท์แวร์ที่อยากจะแนะนำคือ Eudora Pro, ซึ่งคุณสามารถจะดาวน์โหลดมาใช้ได้ที่ http://www.eudora.com/, มันสามารถช่วยให้คุณจัดทำ Mailing list ได้จำนวนมาก, เซ็ทอัพ SIG file ได้ไม่จำกัดและนำมาใช้งานได้สะดวก เป็นต้น ยังมีรายละเอียดอื่นอีกมากสำหรับโปรแกรมตัวนี้ที่เหมาะนำมาใช้งานในธุรกิจ   ผมพูดไว้ค่อนข้างละเอียดในหนังสือ Internet Marketing Course (IMC)    เป็นซอฟท์แวร์ที่มีราคาไม่สูงหรือคุณจะใช้ฟรีก็ได้มีให้เลือกใน ligth mode และ sponsor mode.   ถ้าคุณใช้งานเป็น มันจะช่วยประหยัดเวลาของคุณไปได้มากทีเดียว

 

Note: SIG file เรียกเต็มว่า signature file, เป็นส่วนหนึ่งของ footer (ท้ายสุด) มีอยู่ราว 3 - 6 บรรทัด อยู่ที่ด้านล่างสุดของข้อความอีเมล์หรือข้อความที่โพสต์บนนิวส์กรุ๊ป   มันจะบอกให้คนที่ได้รับรู้ว่าคุณเป็นใคร และจะติดต่อกับคุณได้อย่างไร  นี่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานและได้รับการยอมรับทั่วโลกว่า เป็นวิธีในการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของคุณได้

  • Mailloop (http://www.thaimarketingcenter.com/recommend/automate/mailloop/index.html) เป็นซอฟท์แวร์ที่ช่วยให้คุณส่งอีเมล์จำนวนมากติดต่อกับสมาชิก, ลูกค้า, Leads, กลุ่มที่คาดหวังของคุณหรืออื่นๆ ได้   มันจะช่วยประหยัดเวลาทำงานประจำของคุณไปได้มาก, ช่วยกรองสแปมและเฟลม, จดทะเบียนสมาชิกและยกเลิกได้โดยอัตโนมัติ และอื่นๆ อีกมาก   คุณอย่าลืมว่า อีเมล์ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากที่สุดอันหนึ่งที่จะทำให้คุณติดต่อกับลูกค้าของคุณได้ตลอดเวลา  ธุรกิจออนไลน์ของคุณจะประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าขาดส่วนนี้ไป!
  • Browsers.  ให้คุณไปดาวน์โหลดเวอร์ชั่นล่าสุดมาใช้งานได้ สำหรับ Internet explorer ที่ http://www.microsoft.com/windows/ie/downloads/default.asp และสำหรับ Netscape Navigator ที่ http://www.netscape.com/download/.   ผมแนะนำให้คุณควรมีทั้งสองตัวนี้เพื่อใช้เช็คดูหน้าตาเว็บไซต์ของคุณบนเบราเซอร์ทั้งสองตัวนี้ และคุณอาจจะแปลกใจที่ไซต์ของคุณแสดงผลออกมาแตกต่างกันบนเบราเซอร์แต่ละตัวก็ได้
  • WS_FTP Pro (http://www.ipswitch.com/)   สำหรับส่งเว็บเพจของคุณขึ้นไปเก็บไว้บนเว็บโฮสต์ของคุณ   โปรแกรมตัวนี้จะแตกต่างจากซอฟท์แวร์ FTP ตัวอื่นตรงที่ คุณสามารถจะเปลี่ยน chmode ของไฟล์ได้โดยตรง
  • Traffic Analyzer มีหลายตัวให้เลือก แต่ตัวที่โดดเด่นที่สุดและนิยมใช้กันมากก็คือ WebTrend Log Analyzer (http://www.netiq.com/)    มันมีราคาที่สูงมากสำหรับบ้านเรา แต่ก็คุ้มค่ากับการใช้งาน  คุณจะรู้ความเป็นมาทั้งหมดของเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณมองทะลุทั้งหมดว่า ผู้เข้าชมของคุณมาจากไหน, พวกเขามาจาก Search engines อะไร, พวกเขาชอบและไม่ชอบเพจไหนของคุณมากที่สุด, พวกเขาออกจากเพจไหนมากที่สุด และอื่นๆ อีกมาก   มันยังจะแสดงผลในรูปของภาพกราฟิก 3 มิติทำให้ดูได้ง่าย   ถ้าเว็บไซต์โฮสต์ของคุณไม่มีให้บริการ คุณจำเป็นต้องหามาใช้งานสักตัว   ถ้าคุณไม่มีใช้งาน มันก็เหมือนกับการเดินในที่มืด คุณจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณบ้าง! ... แล้วคุณจะเดินได้ถูกทางได้อย่างไร?
  • และอื่นๆ ... ลิสต์รายการยังมีอีกมากที่ผมยังไม่ได้พูดถึง เช่น ซอฟท์แวร์บัญชี, ซอฟท์แวร์ตรวจสอบไวรัส, โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล... เป็นต้น และซอฟท์แวร์เฉพาะสำหรับธุรกิจแต่ละชนิด   พยายามหาซอฟท์แวร์ที่เข้าได้ดีกับธุรกิจของคุณ, ทำให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าอย่างง่ายๆ, สนุกและประหยัดเวลาของคุณ!

 

5# - E-Commerce Solutions

       เพื่อที่จะให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จได้... คุณต้องมีรูปแบบของธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอยู่ในหัว!   ถ้าคุณจะทำอีคอมเมิร์ซ นั่นหมายความว่า คุณต้องมีระบบการชำระเงินที่ดีและมีซอฟท์แวร์ Shopping cart ที่เหมาะสม   ถ้าคุณทดลองใช้วิธีการต่างๆ เพื่อลองผิดลองถูกกับธุรกิจของคุณไปเรื่อยๆ ... คนส่วนใหญ่ก็จะไม่จริงจังกับคุณมากมายนัก   ต่างจากพวกมืออาชีพที่เข้าใจและรู้จักเลือกใช้บริการอีคอมเมิร์ซที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในตัวพวกเขา

  • กำหนดขอบเขตธุรกิจของคุณ   คุณต้องกำหนดว่าคุณจะทำธุรกิจในระดับท้องถิ่นภายในประเทศเท่านั้น หรือคุณจะทำธุรกิจระดับประเทศ... ขยายไปทั่วโลก  ยกตัวอย่าง ถ้าคุณมีร้ายขายดอกไม้และคุณต้องการจะขายสินค้าของคุณไปทั่วโลก หรือคุณจะขายเฉพาะภายในประเทศไทย คุณต้องบอกพวกเขาเพื่อไม่ให้พวกเขาเสียเวลามาสั่งซื้อ
  • Internet Merchant Account.  ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำอีคอมเมิร์ซ เพราะถ้าคุณไม่มี  มันก็เป็นไปได้ที่คุณจะจัดให้มีการชำระเงินแบบ Real-time บนเว็บไซต์ของคุณได้ (นอกเสียจากคุณจะไปใช้บริการของทาง Cybermall หรือ Third party ซึ่งจะคิดค่า Discount rate กับคุณสูงมากและคุณต้องเสียเวลาคอยนานถึง 55 วันขึ้นไปถึงจะได้เงิน) หรือไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องหันไปใช้วิธีการชำระเงินแบบเก่า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ไซต์ของคุณดูดีขึ้นเลยและยิ่งจะสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ที่จะเป็นลูกค้าของคุณด้วย!
  • Secure Online Orders.   คุณจำเป็นต้องมี secure online order page เพื่อป้องกันข้อมูลของลูกค้า (ข้อมูลบัตรเครดิต) จากการถูกแฮกและเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของคุณว่า ข้อมูลสำคัญของพวกเขาจะได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี — นั่นคือโอกาสที่พวกเขาจะเลือกซื้อสินค้าจากคุณก็สูงขึ้น   โดยทั่วไป ทางเว็บไซต์โฮสต์ของคุณจะมีบริการเสริมให้ แต่ถ้าไม่มี คุณก็ไม่ต้องกังวล คุณยังมีทางเลือกอีกมาก
  • Payment Gateway.   เป็นซอฟท์แวร์ที่จะเชื่อมโยง Internet merchant account, shopping cart และ Banking network เข้าด้วยกันเพื่อทำให้ขบวนการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเกิดขึ้นได้แบบ Real-time ในขณะที่ลูกค้าของคุณกำลังคอยอยู่ที่หน้าจอ   ปัจจุบันที่นิยมกันคือ PayFlow Pro, PayFlow Link ของ VeriSign (http://www.verisign.com/) และ Thawte (http://www.thawte.com/).
  • Taking Orders.   คุณมีวิธีในการจัดการกับคำสั่งซื้อทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์หรือไม่?   ทั่วโลกยังมีคนอีกมากที่ยังกลัวและหวาดระแวงกับการสั่งซื้อทางออนไลน์ และพวกเขายินดีที่จะส่งคำสั่งซื้อผ่านทางแฟกซ์, โทรศัพท์... และแม้แต่ทางไปรษณีย์   ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีทางเลือกทั้งหมดนี้ให้กับพวกเขา
  • Taxes.   เป็นอีกเรื่องที่คุณจะต้องเตรียมการให้พร้อม   อย่าคอยให้สรรพากรมาเคาะถึงประตูบริษัท
  • Delivery.   คุณต้องกำหนดว่าคุณจะส่งสินค้าของคุณอย่างไร   ทางออนไลน์หรือคุณส่งสินค้าทางชิปปิ้ง?   ถ้าคุณส่งสินค้าทางชิปปิ้ง ลูกค้าของคุณต้องการจะรู้ว่าพวกเขาจะได้รับสินค้ายังไงและพวกเขาจะติดตามดูการส่งสินค้าได้อย่างไร?... นานแค่ไหนที่พวกเขาจะได้รับ?... และพวกเขาจะต้องเสียค่าขนส่งเท่าไหร่?... และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสินค้าที่ส่งมาชำรุด อันเนื่องมาจากบริษัทที่จัดส่งสินค้านั้น?... และถ้าสินค้าที่ส่งมาไม่เป็นไปตามที่พวกเขาสั่งซื้อ คุณจะมีทางออกให้พวกเขาอย่างไร?... ถ้าพวกเขาไม่พอใจสินค้า พวกเขาจะคืนสินค้าได้อย่างไรและใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย... และทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องเซ็ทอัพขึ้นมาและแสดงให้ลูกค้าของคุณรับรู้ด้วย
  • การรับรอง   ปัจจุบันนี้มีเว็บไซต์เกิดขึ้นมากมายและการสร้างเว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพก็สามารถจะสร้างได้อย่างง่ายดายเช่นกันด้วย เป็นเหตุให้พวกมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการหลอกผู้ซื้อได้ จึงจำเป็นต้องมี Third party ที่จะทำการรับรองเว็บไซต์นั้นว่ามีอยู่จริง และได้ทำธุรกิจนั้นอยู่อย่างถูกต้องตามกฏหมาย เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้   Third party ที่ให้บริการแบบนี้ก็มี VeriSign, BBB Online เป็นต้น

       ครับเพื่อนๆ คงพอมองภาพออกบ้างแล้วว่าอีคอมเมิร์ซเขาทำกันอย่างไร... และพวกคุณคงอยากจะรู้ต่อว่าแล้วจะเริ่มกันได้อย่างไรและที่ไหนใช่มั้ยครับ?... โอเคครับ ผมเข้าใจครับ แต่มันจะเป็นการยืดเยื้อไป   เอาเป็นว่าในขั้นตอนนี้ผมขอให้พวกคุณมีภาพเหล่านี้ก่อนและเมื่อผมพูดอะไรต่อไป พวกคุณจะสามารถเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น

 

6# - โปรโมชั่นและการตลาด

       การทำโปรโมชั่นและการตลาดส่วนใหญ่จะเป็นแบบออนไลน์... อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ายังมีโลกส่วนใหญ่อีกที่ไม่ได้อยู่ในอินเตอร์เน็ต!

  • การตลาดเริ่มต้นตอนที่คุณเลือกโดเมนเนมของคุณเอง   มันควรจะสั้นและจำได้ง่ายใช่มั้ยครับ?   แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ขอให้มันเป็นคำหรือประโยคที่เข้าใจง่ายสื่อถึงธุรกิจที่คุณทำและจำได้ง่าย ซึ่งคำพวกนี้อาจจะยาวมากก็ได้ เช่นปัจจุบันนี้อาจจะยาวถึง 30 - 60 ตัวอักษรก็มี
  • อย่าลืมในหัวจดหมาย, นามบัตร, โบรชัว, บทความ, ใบเรียกเก็บเงินและอื่นๆ คุณได้พิมพ์ URL ของคุณไว้ด้วย
  • เลือกและใช้ SIG file บนอีเมล์ที่จะส่งออกทุกฉบับ   มันควรจะบอกว่าคุณเป็นใครและคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่าลืมให้มีทั้ง URL และอีเมล์แอดเดรสของคุณรวมอยู่ในนั้นด้วย
  • อย่าลืมทุกเพจบนเว็บไซต์ของคุณมีช่องทางให้พวกเขาติดต่อกับคุณได้ง่าย

รายละเอียดยังมีอีกมาก ซึ่งคุณคอยติดตามได้ดูได้จากหนังสือ Internet Marketing Course (IMC) ซึ่งคาดว่าจะเรียบร้อยราวปลายปี 2545 นี้ครับ

 

7# - ติดต่อกับลูกค้าของคุณอย่างสม่ำเสมอ

       รายชื่อลูกค้าของคุณมีค่ายิ่งกว่าทอง   พยายามเก็บรักษาให้ดีและอัพเดตอยู่ตลอดเวลา... และถ้าคุณบอกกับลูกค้าของคุณว่า คุณไม่ได้ให้หรือขายรายชื่ออีเมล์แอดเดรสของพวกเขา... ต้องแน่ใจว่าคุณไม่ได้ทำ!

  • พิจารณาส่ง Newsletter สัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้งเพื่อรักษาการติดต่อกับพวกเขาไว้ตลอด
  • ระมัดระวังในสิ่งที่คุณพูด   การติดต่อทางอีเมล์เป็นสิ่งที่เปราะบางและคนอ่านอาจจะเข้าใจความตั้งใจของคุณผิดได้   ห้ามติดต่อในขณะที่คุณกำลังหัวเสีย... และผมขอเตือนว่า คุณอย่าตอบโต้กับพวกเฟลม (คำตำหนิ, คำด่า, คำสาปแช่ง) ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น   ถ้าคุณไม่ต้องการจะรับอีเมล์ที่มีคำพวกนี้อยู่ คุณสามารถจะใช้ Mailloop กรองแล้วจัดการทำลายคำเหล่านี้ก่อนที่คุณจะได้เห็นมันได้
  • ตอบคำถามที่สอบถามเข้ามาอย่างรวดเร็ว   ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะตอบคำถาม ให้คุณเซ็ทอัพ Autoresponder ทำงานแทนคุณได้ และเมื่อคุณพร้อมแล้ว คุณจึงจะตอบกลับไปหาพวกเขา
  • อย่าทิ้งให้ลูกค้ามีปัญหาโดยที่ไม่ได้รับการแก้ไข
  • ทำตามสิ่งที่คุณได้รับประกันไว้   ถ้าคุณให้เวลาพวกเขาในการคืนสินค้านาน 1 ปีและพวกเขาคืนสินค้าในวันที่ 364... คุณก็ต้องทำตามที่ได้สัญญาไว้

       ให้คุณใช้ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยในการวางแผนและสร้างเว็บไซต์ของคุณและคุณก็พร้อมที่จะเติบโตก้าวไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ และพัฒนาเว็บไซต์ของคุณไปสู่ความสำเร็จได้!!!

คีย์เวิร์ดตัวไหนที่นำทราฟฟิกมาให้คุณมากที่สุด?
คุณจะรู้ได้ด้วยบริการฟรีนี้!

 

        คุณจะพบว่าทุกครั้งที่มีสัมนาเรื่องตำแหน่งบน Search engine, สุดท้ายแล้วต้องกลับมาที่ Keywords และ Key phrases ทุกครั้ง   ทำไม?

       เพราะไม่ว่าคุณจะใช้เทคนิคที่วิเศษเลิศหรูแค่ไหนในการจดทะเบียนเว็บไซต์ของคุณกับ Search engines.   ถ้าคุณ...

(1)  ใช้คีย์เวิร์ดที่ผิด

หรือ

(2)  เลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ใช้กันทั่วไป หรือมีการแข่งขันกันสูง (เช่น travel, business, food เป็นต้น)

.       .. ตลาดเป้าหมายของคุณจะไม่มีทางหาเว็บไซต์ของคุณพบ!

       คีย์เวิร์ดของคุณเป็นสิ่งที่ Search engines มองหาใน Title Tags, Meta Tags และในส่วนของ Body เมื่อจะจัดอันดับให้กับไซต์ของคุณ   พวกมันยังเป็นสิ่งที่ Search engines จะใช้ในการจัดหมวดหมู่ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย!

       ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่คุณต้องรู้จักเลือกใช้คีย์เวิร์ด และ key phrase อย่างชาญฉลาด    คุณจำเป็นต้อง...

(A)  หาคีย์เวิร์ดที่ตลาดเป้าหมายของคุณใช้ในการค้นหาบน Search engines...

แต่...

(B)  ให้ระวังการเลือกใช้คำที่มีการแข่งขันกันสูง เพราะว่ามันจะทำให้ยากมากในการขึ้นสู่ยอดบนสุดของ Search engines!

       แน่นอนที่สุด ถ้าปราศจากเครื่องมือ และข้อมูลที่ถูกต้อง, การค้นหาจุดสมดุลย์นี้เป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ   ดังนั้น เพื่อทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นสำหรับคุณ, ผมได้รวบรวมรายการเป็นกฏ และแหล่งข้อมูลที่คุณจะใช้ในการเลือกคีย์เวิร์ดนั้น...

 

 

ดึงปริมาณทราฟฟิกกลุ่มเป้าหมายไปที่เว็บไซต์ของคุณ

       ... ด้วยความราบรื่น, สบาย และค่าใช้จ่ายที่เป็นไปได้!

กฏง่ายๆ 10 ข้อสำหรับคีย์เวิร์ดกลุ่มเป้าหมาย:

  1. นั่งลงพร้อมปากกา และกระดาษ... และระดมมันสมอง!   ผมรู้ว่าสิ่งนี้อาจจะไม่เหมือนไอเดียไฮเทคทั้งหลาย, แต่คุณรู้จักธุรกิจของคุณดีที่สุด!   วาดภาพลูกค้าของคุณ และจินตนาการว่าคีย์เวิร์ดอะไรที่พวกเขาอาจจะใช้พิมพ์เข้าไปใน Search engines
  2. สอบถามครอบครัว, เพื่อนๆ และผู้ร่วมงาน ว่าพวกเขาจะใช้คำอะไรในการค้นหาประเภทสินค้าของคุณ
  3. เจาะจง และทั่วไป   ยกตัวอย่าง ถ้าคุณกำลังหาซื้อลูกสุนัขพันธุ์ cocker spaniel, คุณอาจจะใช้คีย์เวิร์ดดังต่อไปนี้: dogs, dog, puppy, puppies, cocker spaniel, cocker spaniels, cocker spaniel puppies, pets เป็นต้น
  4. ให้รวมทั้งคำที่คนชอบสะกดผิด!   นี่เป็นทริคที่เจ้าของไซต์หลายแห่งมักจะมองข้าม   การใช้คำที่สะกดผิดเป็นวิธีที่ดีที่จะได้ทราฟฟิกเป้าหมายที่คุณ - และคู่แข่งของคุณ - อาจจะพลาดจุดนี้ไป!   ให้ศึกษาคำที่ชอบสะกดผิดกันบ่อยๆ ของคีย์เวิร์ดยอดนิยม และรวมตัวมันเองด้วยในลิสต์คีย์เวิร์ดของคุณ เช่น wieght, wieghts, weigth, weight เป็นต้น
  5. ให้รวมพื้นที่ของคุณด้วย   ยกตัวอย่าง ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งในภูเก็ต, คุณควรจะมีคำว่า "Phuket" รวมอยู่ในลิสต์รายชื่อคีย์เวิร์ดของคุณด้วย
  6. รวมทั้งคำที่ยาวและสั้น   ยกตัวอย่าง puppy, คุณอาจจะรวม "pups" และ "pup" รวมทั้ง "puppies"
  7. ใช้คำที่หลากหลายกับคีย์เวิร์ดของคุณเท่าที่จะคิดออก   ยกตัวอย่าง คีย์เวิร์ด "diet"  อาจจเป็น  "diet" , "diets" , "dieting" ...
  8. อย่าลืม Search engines บางตัวจะให้ความสำคัญกับตัวอักษรใหญ่และเล็ก เช่น "Run" และ "run"
  9. แน่ใจว่าได้รวมชื่อบริษัทของคุณเข้าไปด้วย... แต่ไม่ต้องใช้ชื่อทางการค้าที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ!

ถ้าคุณจับเอาชื่ออย่าง Wal-Mart, Yahoo, Amazon อื่นๆ ... เพื่อดึงทราฟฟิกมาที่ไซต์ของคุณ, คุณอาจจะไม่เพียงแต่ถูกแบนจาก Search engines เท่านั้น, คุณอาจจะต้องพบกับปัญหาด้านลิขสิทธิ์ตามมาด้วย

  1. ตรวจเช็คคีย์เวิร์ดอะไรที่คู่แข่งของคุณใช้บนเว็บไซต์ของพวกเขา, ในไตเติ้ล และใน Meta tags.   คุณสามารถตรวจเช็คพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย โดยไปที่เว็บไซต์ของคู่แข่ง, กดคลิ๊กที่เมนู "View" บนเบราเซอร์ และเลือกรายการ "Source".

พยายามบันทึกสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ขณะที่คุณศึกษาคีย์เวิร์ดของพวกเขา   คุณจะพบว่าบางไซต์ และบางเพจจะมี pop up window (วินโดว์ขนาดเล็กที่โผล่ขึ้นมา)   ต้องแน่ใจว่าคุณได้ให้ความสนใจกับกลยุทธ์เหล่านี้ของพวกเขา

คำเตือน: มีอยู่สองเรื่องที่อยากบอกคุณไว้   เรื่องแรก ผมไม่แนะนำให้คุณก็อปปี้คีย์เวิร์ด... หรือโค๊ดของคู่แข่งมาใช้อย่างโจ่งแจ้ง!   ใช้ข้อมูลที่คุณได้รับเพื่อสร้างลิสต์คีย์เวิร์ดของคุณเอง

ข้อที่สอง ให้ระลึกไว้เสมอว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในตำแหน่งสูงมีการแข่งขันกันมาก อาจจะมีแทคทิคที่ซับซ้อนในการซ่อน Source code ของพวกเขาจากคู่แข่ง   จริงๆ แล้ว, คุณควรรู้ว่าบางไซต์จะใส่ Source code "ล่อ" คุณไว้ให้ถอยหลังเข้าคูก็ได้


       ดังนั้นถ้าคุณบังเอิญมาพบเว็บไซต์พวกนี้เข้าที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของ Search engine หลัก และเห็นว่า Source code พวกเขามีความแตกต่างจากไซต์อื่นๆ มากที่อยู่อันดับต้นเหมือนกัน, ให้ถามตัวเองว่าทำไม  อย่าไปกังวลกับมัน, ให้ถอยออกมา

บริการฟรีที่ทำให้มันง่ายขึ้น:

       ให้ท่องเน็ต และตรวจเช็คเว็บไซต์ของคู่แข่งเพื่อดูว่าคีย์เวิร์ดอะไรที่พวกเขาใช้แล้วได้ผล และไม่ได้ผล เพื่อที่จะได้สร้างลิสต์คีย์เวิร์ดของคุณเอง   เจ้าของเว็บไซต์บางคนที่มีไหวพริบเมื่อถูกคู่แข่งผลักให้ตกจากตำแหน่ง, ก็สามารถดีดกลับขึ้นมาได้ และพวกเราจะได้เห็นทริค และเทคนิคการหลอกล่อต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการแย่งชิงตำแหน่งนี้

       นั่นทำไมมันจึงเป็นบริการฟรีที่มีศักยภาพจริง...

       บริการนี้คือ WordTracker และมันจะให้ศักยภาพแก่คุณในการเรียนรู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวไหนที่จะทำให้ทราฟฟิกของคุณพุ่งกระฉูดขึ้นมาได้ และยกตำแหน่งของคุณบน Search engines ให้สูงขึ้น!

       มันทำงานอย่างไร...

       WordTracker จะรวบรวมผลลัพธ์จากการค้นหาจาก Search engines ใหญ่ 24 แห่ง และจัดการนำมาเก็บไว้ในฐานข้อมูล ที่มีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ -- ในปัจจุบันนี้มันมีอยู่มากกว่า 30 ล้านข้อมูล!

       ข้อมูลนี้จะถูกออร์แกไนซ์ให้อยู่ในรูปของรายงาน ที่ขึ้นอยู่กับการค้นหาคีย์เวิร์ดที่คุณทำ

       ผมได้ใช้เวลานานพอควรในการทดลองใช้งาน และศึกษาบริการตัวนี้ และนี่เป็นสิ่งที่มันสามาถทำได้คือ...

       สิ่งแรกสุด, WordTracker จะช่วยให้คุณพิมพ์ใส่คีย์เวิร์ด และ key phrase แล้วมันก็จะแสดงให้ผลลัพธ์ออกมา   นี่เป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์จริงๆ เพราะมันจะแสดง Keyword combinations ที่คุณอาจจะไม่คาดคิดมาก่อน!

       แล้วแต่ละคีย์เวิร์ด หรือ phrase, WordTracker จะบอกคุณว่าแต่ละตัวมีการ Search บ่อยมากจำนวนเท่าไหร่ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจากฐานข้อมูลที่มากกว่า 30 ล้านข้อมูลนี้

       มันจะคาดการณ์ด้วยว่าไซต์ของคุณจะได้รับทราฟฟิกประมาณเท่าไหร่ในช่วงเวลา 24 ชม. ถ้าคุณอยู่ในอันดับต้นของคีย์เวิร์ดนั้นๆ ใน Search engines.

       นี่เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก!   ไม่เพียงแต่คุณจะรู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวไหนที่คนทั่วไปใช้ในการค้นหา, คุณยังสามารถ...

รู้ว่าแต่ละคีย์เวิร์ดจะนำทราฟฟิกมาให้กับไซต์ของคุณได้มากแค่ไหน!

       เมื่อคุณรู้แล้ว, มันก็ช่วยให้ง่ายขึ้นในการตัดสินใจว่า คุ้มค้าหรือไม่ในการทุ่มเทปรับไซต์ของคุณด้วยการใช้คีย์เวิร์ดตัวนั้น!

WordTracker จะช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของคีย์เวิร์ดได้อย่างถูกต้อง -- แทนที่ต้องมานั่งเดาเอง -- และแน่ใจได้ว่าตัวที่ใช้ในการค้นหาบ่อยที่สุดจะได้รับความสนใจมากที่สุด

       มันจะบอกคุณได้ด้วยว่าคำที่สะกดผิดตัวไหนที่สามารถดึงทราฟฟิกมาให้คุณได้ด้วย!   ไม่ต้องมาเดา!   ซึ่งคุณสามารถจะรวมคำที่สะกดผิดพวกนี้ไว้ในลิสต์คีย์เวิร์ดไว้ด้วย และรับประกันว่าเว็บไซต์ของคุณจะได้ทราฟฟิก **พิเศษ** เพิ่มขึ้น ซึ่งคู่แข่งของคุณอาจจะคาดไม่ถึง!

       น่าประทับใจ, จริงไม๊?   ใช่แน่นอน!   ผมจะบอกอะไรให้ นี่เป็นเครื่องมือลับที่ผมใช้ในการเลือกคีย์เวิร์ด... และใช้มานาน (ผมไม่อยากจะบอกให้รู้กันมาก... แต่ผมคิดว่ามันสิ่งที่คุณควรจะรู้ เพื่อประโยชน์ของคนไทยส่วนใหญ่)

       WordTracker ยังออกแบบมาให้บอกคุณได้รู้ว่า มีกี่เว็บไซต์ที่แข่งขันกันภายใต้คีย์เวิร์ดตัวนี้บน Search engine แต่ละตัว!

       ยกตัวอย่าง คุณมีเว็บไซต์ที่ขายดอกไม้ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกัน, คุณพิมพ์คำว่า "flower" ลงใน WordTracker เพื่อหาดูว่ามีเว็บไซต์จำนวนมากแค่ไหนที่แข่งขันกันภายใต้คีย์เวิร์ดตัวนี้

       ถ้าคุณทำเช่นนี้, คุณจะพบว่าใน Alta Vista มีไซต์ที่แข่งขันกันอยู่ถึง 204,573 ไซต์ภายใต้คีย์เวิร์ด "flower"!   โว้ว!   แน่นอน, มันก็ยากเย็นแสนเข็นที่จะไปอยู่ในลำดับต้นๆ ของคีย์เวิร์ดนั้น   มันแข่งขันกันมากเกินไป

       อย่างไรก็ตาม, WordTracker จะให้ลิสต์คีย์เวิร์ดที่สัมพันธ์กันกับคุณด้วย, คุณจะพบกับศัพท์คำอื่นๆ ที่นิยมกัน เช่น "rose flower" , "flower garden" , "flower care" , "flower fertilizer" เป็นต้น

       และ WordTracker ยังแยกด้วยว่าแต่ละ phrase นั้นมีคู่แข่งมากแค่ไหน เช่น "flower fertilizer" มีไซต์ที่แข่งขันกันอยู่เพียง 58 ไซต์เท่านั้นใน Alta Vista!

       เยี่ยม!   คุณเพิ่งจะเจอคีย์เวิร์ดที่คุณสามารถปรับแต่งตำแหน่งของคุณบน Search engnes ได้ และจับทราฟฟิกที่มีไม่กี่ไซต์เข้ามาร่วมแข่งขัน!

       จากการใช้  WordTracker , มันทำให้ง่ายขึ้นที่หาดูว่าคีย์เวิร์ดตัวไหนที่นิยมกันกับตลาดเป้าหมายของคุณ... แต่คู่แข่งของคุณไม่ได้ใช้!

       นี่เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพจริงๆ!   ผมไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเครื่องมือแบบนี้อยู่   คนที่คิดซอฟท์แวร์ตัวนี้ขึ้นมาอัจฉริยะจริงๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจอย่างคุณกับผมสามารถจะแข่งขันกับต่างประเทศได้... ฟรี และถ้าคุณเพิ่มเงินเล็กน้อย, คุณก็จะได้รับบริการสูงขึ้นไปอีกระดับ

       สำหรับเวอร์ชั่นที่ให้ทดลองใช้, คุณสามารถทำการค้นหาคีย์เวิร์ด ซึ่งจะให้ผลลัพธ์กลับมาเป็น 15 คีย์เวิร์ด และ Phrase ที่สัมพันธ์กัน พร้อมทั้งประมาณการทราฟฟิก และเปรียบเทียบการแข่งขันใน Alta Vista.

       มันเป็นที่ที่เหมาะในการเริ่ม ถ้าคุณมีเงินสดน้อย และต้องการสร้างลิสต์รายชื่อคีย์เวิร์ดของคุณขึ้นมา

       แต่ในเวอร์ชั่นที่ต้องเสียเงินจะมีบริการที่มากขึ้น   คุณสามารถทำการค้นหาคีย์เวิร์ด ซึ่งจะให้ผลลัพธ์กลับมาถึง 300 กว่าคีย์เวิร์ดที่สัมพันธ์กัน และประมาณการทราฟฟิก และเปรียบเทียบการแข่งขันมากถึง 500 คีย์เวิร์ด ใน 24 Search engines หลัก

       คำที่สะกดผิดบ่อยๆ จะรวมอยู่ในเวอร์ชั่นที่เสียเงินด้วย, รวมทั้งคุณสมบัติในการค้นหาอย่างอื่น, รายงานโปรเจ็ค และอื่นๆ   คุณสามารถจะเลือกได้ว่าจะใช้บริการเป็นแบบ รายสัปดาห์, รายเดือน, ทุก 3 เดือน และรายปี

       หนึ่งสัปดาห์ก็มากพอในการสร้างลิสต์คีย์เวิร์ดจากใช้บริการนี้   WordTracker มีอินเตอร์เฟสที่ง่ายในการใช้งานมาก, เข้าใจง่าย, รายงานละเอียดด้วยข้อมูลจริงที่คุณต้องการในเวลาเพียงไม่กี่นาที

       แต่ถ้าคุณวางแผนปรับตำแหน่งไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอให้อยู่ในตำแหน่งที่สูง, การลงทะเบียนใช้บริการเป็นปีก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดเงินได้มากกว่า   เวลาที่คุณประหยัดได้ และความถูกต้องของข้อมูลที่คุณประมาณการทำให้บริการนี้มีค่าอย่างหามิได้!

       ผมคิดว่าคุณน่าจะลองเข้าไปใช้งานดูในเวอร์ชั่นทดลองใช้งาน... และคุณจะได้เรียนรู้ถึงศักยภาพของมัน แล้วเมื่อไหร่ที่คุณพร้อม และรู้สึกจริงจังกับการหาทราฟฟิกจาก Search engines , คุณจึงไปใช้บริการของเวอร์ชั่นที่เสียเงิน

ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้เข้าชมที่ไซต์ของคุณ
และใช้ข้อมูลนี้ปิดการขายให้มากขึ้น

 

       คุณรู้ไม๊ว่า Server logs ที่โฮสต์ของคุณจัดมาให้จะมีข้อมูลสำคัญจำนวนมากที่จะเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของเว็บไซต์ของคุณ?

IMPORTANT NOTE: ถ้าคุณไม่รู้จัก server log, ผมจะบอกให้ว่า มันเป็นไฟล์ที่จะเร็คคอร์ดทุกครั้งที่มีการร้องขอเว็บเพจของคุณ และไฟล์ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ภาพกราฟฟิก, audio, banner ads, buttons, etc...)

       เมื่อคุณมีข้อมูลที่สำคัญนี้แล้ว, คุณก็สามารถใช้มันเพื่อโฟกัส และปรับแผนกลยุทธ์การตลาดของคุณ เพื่อที่จะกระทุ้งยอดขายออนไลน์ของคุณให้ถล่มทลายได้!

       คุณจะสามารถ...

  • ปรับเลย์เอาท์เว็บไซต์ของคุณเพื่อลดปัญหา และอุปสรรคที่จะทำให้ผู้เข้าชมของคุณไม่พอใจ... เป็นเหตุให้พวกเขาออกจากไซต์ของคุณและไม่กลับมาอีก!
  • ปรับปรุง sales copy และเนื้อหาของคุณตามความสนใจของผู้เข้าชมของคุณ... ดังนั้นคุณจะดึงผู้เข้าชมของคุณให้อยู่ที่ไซต์ของคุณได้นานขึ้น และเริ่มปิดการขายได้มากกว่า!
  • คุณจะรู้ได้อย่างแม่นยำว่าโฆษณาตัวไหนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า... และตัวไหนที่ทำให้คุณสูญเสียเงินจากการโฆษณา!

       ... และนี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้น!

อย่ามองข้ามข้อมูลพวกนี้!

       Server logs ของคุณจะให้คุณมองเห็นภาพต่อไปนี้ชัดขึ้น...

  1. Search engines ตัวไหนที่นำผู้เข้าชมมาให้คุณได้มากที่สุด:
    คุณจะรู้ได้อย่างแน่นอนว่า Search engines ตัวไหนที่ควรโฟกัส เมื่อจะปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่สูง "Top Ten"
  2. คีย์เวิร์ดอะไรที่ผู้เข้าชมใช้ในการค้นหาจาก Search engines:
    ปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณสำหรับขึ้นสู่ตำแหน่ง "Top Ten" เป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น เมื่อคุณรู้แล้วว่าคีย์เวิร์ดตัวไหนที่คนทั่วไปใช้กันในการค้นหา   คุณจะรู้ได้อย่างแน่นอนว่า คีย์เวิร์ดอะไรที่ต้องโฟกัส เมื่อคุณกำลังออกแบบ Meta tags, title, เนื้อหา, ... เป็นต้น
  3. พันธมิตรที่แลกเปลี่ยนลิงค์ของคุณรายไหนที่ทำให้คุณขายได้มากที่สุด:
    คุณจะรู้ว่าใครที่ส่งทราฟฟิกมาให้คุณได้มาก... และใครที่ไม่ได้ส่งทราฟฟิกมาให้คุณเลย!   คุณอาจจะแปลกใจกับสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ — คุณอาจจะจ่ายเงินจำนวนมากให้กับลิงค์ที่ไม่ได้ทำทราฟฟิกให้คุณเลย!
  4. โฆษณา และแทคทิคโปรโมชั่นของคุณตัวไหนที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป:
    ด้วยข้อมูลนี้, คุณจะได้หยุดจ่ายเงินค่าโฆษณาให้กับผู้ที่ไม่ได้ส่งลูกค้ามาให้คุณ... และโฟกัสไปยัง ads ที่ทำเงินให้คุณได้มากที่สุด
  5. ผู้เข้าชมของคุณอยู่ที่ไซต์ของคุณนานแค่ไหน:
    พวกเขาเซิร์ฟที่ไซต์ของคุณนาน 20 นาที... หรือพวกเขาออกไปใน 30 วินาที?   จากข้อมูลนี้, คุณจะรู้ว่า...

a)

ถ้าเพจของคุณโหลดนานเกินไป, จะทำให้ผู้เข้าชมหงุดหงิด และเป็นเหตุให้พวกเขาออกจากไซต์ของคุณ

b)

Headlines และประโยคเริ่มต้นของคุณจับความสนใจของผู้เข้าชมได้หรือไม่... หรือทำให้พวกเขาออกไป!

c)

ถ้าทราฟฟิกของคุณเจาะจง... หรือเพียงจับผู้เข้าชมที่เซิร์ฟไปเรื่อยๆ   คุณอาจจะจำเป็นต้องตรวจสอบใหม่ว่า คุณจะโฆษณาอย่างไร และที่ไหน เพื่อที่จะดึงทราฟฟิกที่มีคุณภาพให้สูงขึ้น

6.      
Server logs ของคุณจะช่วยให้คุณรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน... ดังนั้นคุณสามารถจะแก้ไขพวกมันได้ถูกต้อง และหยุดยั้งการสูญเสียยอดขาย!

  1. พจไหนที่ผู้เข้าชมของคุณสนใจมากที่สุด:
    ถ้าผู้เข้าชมของคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขากับเพจใดโดยเฉพาะ, คุณอาจจะจำเป็นต้องปรับปรุง sales copy และ site path ของคุณ   ยกตัวอย่าง ถ้าคุณคิดว่าในส่วนการตลาดจะได้รับความนิยมมากที่สุด, แต่กลับปรากฎว่าเพจที่ตรงข้ามกันดึงทราฟฟิกได้มากที่สุด, คุณอาจจะต้องปรับปรุงเพจตรงข้ามกันนี้เพื่อให้ขายได้มากขึ้น
  2. เส้นทางไหนที่ผู้เข้าชมของคุณเดินทางผ่านเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ:
    คุณอาจจะพบว่าผู้เข้าชมส่วนใหญ่ของคุณเข้าไปที่ไซต์ของคุณที่จุดไหนมากกว่าที่โฮมเพจขอบคุณ!   ขอย้ำอีกที, คุณอาจจะต้องปรับปรุง sales copy ของคุณและ site path.
  3. ข้อความผิดพลาดอะไรที่ผู้เข้าชมของคุณได้รับ:
    พวกเขากำลังมองหาเพจที่คุณได้เอาออกไปจากเว็บไซต์ของคุณเมื่อสัปดาห์ก่อนหรือเปล่า?   มีปัญหากับฟอร์มของคุณ?   ปัญหาวิกฤตพวกนี้จำเป็นที่คุณต้องใส่ใจทันที!
  4. ผู้เข้าชมของคุณใช้เบราเซอร์ตัวไหน:
    ยกตัวอย่าง ถ้า 80% ของผู้เข้าชมของคุณใช้ Netscape 4.x, และคุณไม่ได้ทดสอบไซต์ของคุณกับ Netscape 4.x, คุณจะไม่รู้เลยว่าพวกเขาเห็นอะไรบ้าง!
  5. ระบบปฏิบัติการอะไรที่ผู้เข้าชมของคุณใช้: (เช่น Window98, Window Me, Window XP, MAC เป็นต้น)
    จากข้อมูลนี้, คุณจะรู้ว่า เทคโนโลยีที่คุณใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของคุณเข้าได้กับคอมพิวเตอร์ผู้เข้าชมของคุณหรือไม่
  6. วันไหน และเวลาไหนที่คนเข้ามาดูไซต์ของคุณมากที่สุด:
    คุณได้รับคลื่นขนาดใหญ่ของทราฟฟิกเริ่มในไม่กี่นาทีหลังจากที่คุณได้ส่ง e-zine ของคุณออกไป?   คุณขายได้มากที่สุดในตอนเย็นของวันพฤหัสหรือเปล่า?  จากข้อมูลใน Server logs ของคุณ, คุณจะรู้ได้อย่างถูกต้อง เมื่อไซต์ของคุณต้องอยูในภาวะที่จะต้องเลี่ยงการสูญเสียยอดขาย!
  7. เพจไหนที่ผู้เข้าชมของคุณออกจากไซต์ของคุณ:
    จากข้อมูลนี้, คุณสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเพื่อดึงความสนใจของผู้เข้าชมไว้ก่อนที่พวกเขาจะออกจากเว็บไซต์ของคุณ... และเข้าไปยังไซต์ของคู่แข่งคุณ!

    ถ้าคุณต้องการให้ไซต์ของคุณประสบความสำเร็จ แล้วคุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ server logs ของคุณได้อย่างถูกต้อง   ถ้าไม่มี server logs, คุณจะไม่มีทางติดตามผู้เข้าชมของคุณได้อย่างถูกต้อง


คำเตือน: เพื่อที่จะเข้าใจ และวิเคราะห์ server logs ของคุณได้อย่างแม่นยำ, คุณจำเป็นต้องเข้าใจ **คำศัพท์เทคนิค** พื้นฐานที่ใช้กันอยู่... ดังนั้นจากนี้ไปผมจะอธิบายถึงความแตกต่างของคำศัพท์พวกนี้:

  • Hits
  • Pageviews
  • Clickthroughs
  • Unique Visitors
  • Interactive Visitors

       นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก!   ผมมักจะได้ยินหลายคนชอบคุยอวดว่า เว็บไซต์ของตนมีฮิทเป็นล้านต่อสัปดาห์... ลองคิดดู นั่นหมายความว่า ไซต์พวกเขาจะมีผู้เข้าชมเข้ามาถึงวันละล้านคนต่อสัปดาห์   นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดทั้งหมด และผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม...

HITS:

       ถ้าคุณท่องเน็ต, บางครั้งคุณจะสังเกตว่า บางเว็บไซต์ได้ใส่ "Hit Counters" ไว้ที่ตอนล่างของโฮมเพจ และมันจะโชว์ว่า "7,584,589 visitors since March 9, 2001"

       ฟังดูแล้วน่าประทับใจ, จริงไม๊?   ใช่ครับ, แต่อย่าไปหลงเชื่อเป็นอันขาด!

       "Hit counter" ไม่ได้หมายถึงการนับผู้เข้าชมจริงๆ!   มันเป็นเพียงการเร็คคอร์ดจำนวนครั้งที่ แต่ละไฟล์ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นเว็บเพจ ได้ถูกร้องขอมาดูจากผู้เข้าชม

       ยกตัวอย่าง...

       สมมุติว่าโฮมเพจของคุณถูกสร้างขึ้นมาจาก 29 ไฟล์ — เป็นไฟล์ HTML 1 ไฟล์ และอีก 28 ไฟล์ที่เหลือเป็นไฟล์ กราฟฟิก, โลโก้, button และไฟล์แบนเนอร์

       เมื่อผู้เข้าชมคลิ๊กดูที่ไซต์ของคุณ, เบราเซอร์ของพวกเขาจะร้องขอดูแต่ละไฟล์ (29 ไฟล์) ที่ประกอบกันเป็นโฮมเพจของคุณแยกกัน!   การร้องขอดูแต่ละไฟล์นี้ เว็บเบราเซอร์จะนับเป็น "1 Hit"... ดังนั้นการเข้าเยี่ยมชมหนึ่งครั้งจะถูกเร็คคอร์ดเป็น 29 Hits!

       Hits นี้เป็นการร้องขอดู ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเว็บเบราเซอร์สำหรับ แต่ละไฟล์โดยเฉพาะแยกกัน ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นเว็บเพจ, นั่นหมายความว่า ผู้เข้าชมหนึ่งคนจะถูกเร็คคอร์ดเป็นหลายฮิทมาก!

       ดังนั้น "Hits" ไม่ใช่ตัวที่สะท้อนอย่างถูกต้องถึงทราฟฟิกที่เว็บไซต์หนึ่งได้รับ


PAGEVIEWS:

       Pageviews เป็นการนับจำนวนครั้งของ HTML ไฟล์ของเว็บเพจที่ถูกร้องขอดูโดยเว็บเซอร์ฟเวอร์ของคุณ

       จุดสำคัญที่แตกต่างกันระหว่าง Hits และ Pageviews ก็คือ Pageviews นับเฉพาะจำนวนครั้งของไฟล์ HTML ที่ถูกเรียกดู... ขณะที่ Hits นับจำนวนไฟล์ทั้งหมดที่ถูกเรียกดู!

       อย่างไรก็ตาม, ถึงแม้ว่า Pageviews จะเป็นวิธีที่มีประโยชน์มากกว่า Hits ในการนับผู้เข้าชม, แต่มันก็ไม่ถูกต้อง 100% ซะทีเดียว!


CLICKTHROUGHS:

       Clickthroughs เป็นการนับจำนวนครั้งที่โฆษณาออนไลน์ถูกคลิ๊กโดยผู้ที่เข้าชม

       ยกตัวอย่าง, สมมุติว่าคุณจ่ายเงินค่าโฆษณาในการโพสต์แบนเนอร์บนเว็บไซต์อื่น   เมื่อผู้เข้าชมที่เว็บไซต์นั้นเห็นแบนเนอร์ของคุณ และคลิ๊กเข้ามาดูที่ไซต์ของคุณ -- นั่นก็จะถูกนับเป็น "clickthrough"

       จากการนับ clickthroughs นี้, คุณก็หาได้ว่า มีทราฟฟิกมากแค่ไหนที่โฆษณาชิ้นนั้นทำได้

       พึงระลึกไว้เสมอว่า "clickthroughs" มีข้อจำกัดเพราะมันไม่ได้บอกอะไรคุณถึงคุณภาพของผู้เข้าชมเหล่านั้น หรือกิจกรรมของพวกเขา

       ถ้าคุณใช ้ "clickthroughs" เพียงอย่างเดียว, คุณอาจจะตื่นเต้นที่เห็นว่า แบนเนอร์ของคุณบนไซต์นั้นนำผู้เข้าชมมาที่ไซต์ของคุณได้มากถึงวันละ 45 คน

       คุณไม่มีทางรู้เลยว่าผู้เข้าชมที่คลิ๊กผ่านจากไซต์นั้นมาได้ซื้อของจากคุณหรือไม่   คุณอาจจะเสียเงินค่าโฆษณาไปจำนวนมาก... และคุณไม่มีทางรู้เลย!


UNIQUE VISITORS:

       นี่เป็นตัววัดทราฟฟิกของเว็บไซต์ที่สำคัญที่สุด, ที่เชื่อใจได้!

       Unique visitors จะถูกติดตามโดย IP address (หรือ Internet Protocol address)   IP address จะเหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือออนไลน์... ซึ่งทำให้มันเป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการติดตามผู้เข้าชม

       ระวัง!... IP address หนึ่งแอดเดรสอาจจะไม่ได้สะท้อนถึง ผู้เข้าชมหนึ่งคนจริงๆ ได้อย่างถูกต้อง!

QUICK TIP : คุณอาจจะสังเกตุว่า พวกซอฟท์แวร์สถิติบนเว็บมักจะใช้คำว่า "user sessions" แทนที่คำว่า "unique visitors".   พวกเขาเรียกเช่นนี้เพราะว่า ผู้เข้าชม 1 คนสามารถจะย้อนกลับมาที่ไซต์นั้นได้อีกหลายครั้งในเดือนเดียวกัน และดูเหมือนมี "ผู้เข้าชมหลายคน" ในแต่ละครั้ง   นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงบันทึกเป็น "user sessions"

ทุกครั้งที่คุณต่อโทรศัพท์เพื่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต, ISP ของคุณจะกำหนด IP address ให้กับคุณทุกครั้ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่  IP address เดิมของคุณก่อนหน้านี้ก็ได้


INTERACTIVE VISITORS:

       นี่เป็นวิธีใหม่ค่อนข้างใหม่ในการวิเคราะห์ว่าผู้เข้าชมของคุณเป็นใคร, พวกเขามาจากไหน และพวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไรกับเว็บไซต์ของคุณ   คุณไม่เพียงแต่ดูจำนวนทราฟฟิกที่คุณได้รับเท่านั้น... คุณยังต้องดูคุณภาพของผู้เข้าชมด้วย

       Interactive Visitors จะช่วยบอกสิ่งต่อไปนี้...

    • ผู้เข้าชมอยู่ที่ไซต์ของคุณนานแค่ไหน
    • ผู้เข้าชมจำนวนแค่ไหนที่ซื้อสินค้าจากคุณ
    • ผู้ที่กลับเข้ามาเยี่ยมชมไซต์ของคุณซ้ำจำนวนมากเท่าไหร่
    • ผู้เข้าชมของคุณถูกส่งมาจากเว็บไซต์ไหน

       ... ซึ่งจะให้ข้อมูลที่สำคัญกับคุณว่า ผู้เข้าชมชอบ และไม่ชอบอะไร, และพฤติกรรมของพวกเขาที่เว็บไซต์ของคุณ   นี่เป็นข้อมูลจริงที่คุณต้องการเพื่อใช้ในการปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้น และช่วยให้คุณขายได้มากขึ้น!

 

ผมจะหาข้อมูลประเภทนี้ได้จากที่ไหน?

       เว็บโฮสต์ของคุณควรจะจัดหา Server logs ให้กับคุณ   โฮสต์หลายแห่งจะจัดหามาให้คุณ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าบริการเช่าโฮสต์, ขณะที่บางแห่งอาจจะคิดค่าบริการนี้จากคุณ (นี่จึงเป็นอีกคำถามหนึ่งที่ผมแนะนำให้คุณถามเมื่อคุณกำลังพิจารณาเลือกเว็บโฮสต์)

       ดังนั้นสิ่งแรกสุด, คุณจำเป็นต้องถามหา Server logs จากเว็บโฮสต์ที่คุณจะเลือกใช้บริการ   พวกเขาจะจัดให้คุณเป็นไฟล์หนึ่ง และคุณสามารถจะดาวน์โหลดข้อมูลพวกนี้ผ่านทาง FTP.

       ในหลายแห่ง, อาจจะจัดให้คุณเป็นข้อมูลดิบ -- เป็นตัวเลข และสัญญลักษณ์มากมาย ซึ่งคุณแทบไม่มีทางจะแปลความหมายของมันได้

       บางเว็บโฮสต์จะมีซอฟท์แวร์วิเคราะห์ log file ให้คุณด้วย ซึ่งทำให้มันง่ายขึ้นในการดู   พวกเขาจะอิมพอร์ต server logs ของคุณมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลของพวกเขา... และจัดการปรับแต่งข้อมูลดิบเหล่านั้นให้เป็นรายงาน, มีกราฟ และชาร์ตที่อ่านง่าย

       จากนั้นคุณสามารถจะดาวน์โหลดรายงานเหล่านี้ และนำมาใช้งานแบบออฟไลน์ได้... หรือคุณจะวิวดูแบบออนไลน์ก็ได้   ขอย้ำอีกครั้ง, คุณต้องถามให้แน่ใจว่าเว็บโฮสต์ของคุณมีบริการนี้ให้คุณด้วยหรือไม่

       ถ้าเว็บโฮสต์ของคุณไม่มีการวิเคราะห์ log file นี้ให้คุณ, คุณจำเป็นต้องหาซื้อซอฟท์แวร์นี้มาใช้งานเอง   มีโปรแกรมวิเคราะห์แบบนี้เสนอขายอยู่มากมาย และราคาก็แตกต่างตั้งแต่แจกฟรีจนถึงหลายพันดอลลาร์

IMPORTANT NOTE: ราคาไม่ได้บ่งบอกว่าโปรแกรมตัวนั้นจะดี, มีคุณสมบัติที่เพรียบพร้อม หรือมีรายงานที่พร้อมมูลให้คุณเสมอไป

       ต่อไปนี้เป็นโปรแกรมไม่กี่ตัวที่ผมคุ้นเคย ซึ่งพวกคุณบางคนอาจจะคุ้นเคยมาบ้างแล้ว

  • ตัวที่ผมชื่นชอบมากคือ  WebTrends Log Analyzer.   ในความเห็นของผม, นี่เป็นตัวที่ดีที่สุด... และผมได้ลองใช้มานาน   โปรแกรมตัวนี้สามารถจะวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว   มันจะรายงานเป็นรีพอร์ต, มีชาร์ต และกราฟที่คุณสามารถจะปรับแต่งได้ตามที่คุณต้องการ -- รวมทั้งสี และฟอร์แมตต์
  • ผมใช้ และได้ประโยชน์มามากจาก WebTrends -- ผมใช้ในการคำนวนทางสถิติ   มันจะให้ข้อมูลการตลาดที่หาค่าไม่ได้กับพวกเรา, พวกเราจะรู้ว่ายูสเซอร์ของพวกเราชอบ และไม่ชอบอะไรในไซต์ของเรา โดยดูจากว่าพวกเขาชอบไปที่ไหน, อยู่ที่ไหนนานแค่ไหน เป็นต้น
  • ถ้าคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ WebTrends ให้ไปที่ http://www.webtrends.com
  • ทาง Fluid Dynamics ได้สร้าง CGI scripts ชื่อ AXS ซึ่งแจกฟรี  ถ้าคุณรู้ว่า CGI scripts ทำงานอย่างไร, คุณอาจจะลองดาวน์โหลดมันมาใช้งานดู   คุณสามารถสร้างรายงานที่มีประโยชน์จริงๆ ด้วยชาร์ต และกราฟ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้และเข้าใจผู้เข้าชมของคุณ   คุณเข้าไปดูได้ที่ http://www.xav.com/
  • โปรแกรมตัวอื่นที่ใช้งานได้ดี (แน่นอน... ฟรีด้วย!) ก็คือ  WebLog.   มันทำงานเร็ว, มีประสิทธิภาพ และจะพิมพ์รายงานที่จะติดตาม: user sessions, path ของผู้เข้าชม, เวลาที่พวกเขาอยู่ที่แต่ละเพจ, พวกเขามาจากที่ไหน, ใช้คีย์เวิร์ดอะไรในการค้นหาจาก search engines, เบราเซอร์ที่ใช้ และอื่นๆ อีกมาก   คุณเข้าไปใช้งานได้ที่ http://awsd.com/scripts/weblog/index.shtml

       คุณต้องรู้จักการติดตามดู (Tracking) ผู้เข้าชมที่เว็บไซต์ของคุณ   วิเคราะห์สถิติที่คุณรวบรวมได้จาก Server logs, คุณสามารถจะปรับปรุงกลยุทธ์ที่เว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้นได้... และเพิ่มยอดขายของคุณได้มากมายอย่างน่าทึ่ง!


สุดท้าย:

       ถ้าไม่มีซอฟท์แวร์พวกนี้, คุณรู้ว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่ใหญ่มาก หรือมีทราฟฟิกจำนวนมาก ซึ่ง Server logs ของคุณจะใหญ่มาก และต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลดนาน... คุณจะไม่มีทางวิเคราะห์ได้เลย

       ในกรณีเช่นนี้, คุณอาจจะคิดอยากใช้บริการของบริษัทที่รับวิเคราะห์เว็บไซต์   มันจะช่วยประหยัดเวลา และเงินให้คุณได้มาก!  

ลูกค้าของคุณมาจากไหน?

 

       เมื่อคุณวางแผนจะขายสินค้าของคุณไปทั่วโลกผ่านทางอินเตอร์เน็ต คุณควรจะรู้ว่าผู้เข้าชมของคุณมาจากที่ไหน และคุณจะได้วางแผนได้ถูกต้อง หรือบางทีคุณจะได้ระมัดระวังตัวเองได้ เพราะลูกค้าจากบางประเทศไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะพวกที่ลงท้ายด้วยดอทแปลกๆ เช่น .SK เป็นต้น หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง .MY (Malaysia) ที่มีการปลอมแปลงบัตรเครดิตกันมาก, ดังนั้นคุณต้องตรวจสอบบัตรเครดิตให้ดีเมื่อลูกค้าที่มาจากประเทศเหล่านี้สั่งซื้อสินค้าจากคุณ

       ด้านล่างนี้เป็นรายชื่ออักษรย่อต่อท้ายที่จัดเรียงตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษ   สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแต่ดูว่าโค๊ดที่คุณสงสัยเป็นของประเทศอะไร และถ้าคุณต้องการจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน, คุณก็ต้องเปิดแผนที่โลกดู

       ตาม CNET news.com ซึ่งได้เปิดเผยว่ามีโค๊ดอยู่ 243 ประเทศที่ได้รับการบันทึกไว้เมื่อ กันยายน ปี 1999, ตามรายชื่อข้างล่างนี้:

AD - ANDORRA
AE - UNITED ARAB EMIRATES
AG - ANTIGUA AND BARBUDA
AL - ALBANIA
AM - ARMENIA
AN - NETHERLANDS ANTILLES
AT - AUSTRIA
AU - AUSTRALIA
AW - ARUBA
AZ - AZERBAIJAN
BA - BOSNIA AND HERZEGOWINA
BB - BARBADOS
BE - BELGIUM
BF - BURKINA FASO
BG - BULGARIA
BM - BERMUDA
BN - BRUNEI DARUSSALAM
BO - BOLIVIA
BR - BRAZIL
BS - BAHAMAS
BT - BHUTAN
BW - BOTSWANA
BY - BELARUS
BZ - BELIZE
CA - CANADA
CC - COCOS ISLANDS
CH - SWITZERLAND
CI - COTE D'IVOIRE
CK - COOK ISLANDS
CL - CHILE
CN - CHINA
CO - COLUMBIA
COM - Commercial
CR - COSTA RICA
CU - CUBA
CX - CHRISTMAS ISLAND
CY - CYPRUS
CZ - CZECH REPUBLIC
DE - GERMANY
DJ - DJIBOUTI
DK - DENMARK
DM - DOMINICA
DO - DOMINICAN REPUBLIC
EC - ECUADOR
EDU - Educational
EE - ESTONIA
EG - EGYPT
ES - SPAIN
ET - ETHIOPIA
FI - FINLAND
FJ - FIJI
FM - MICRONESIA
FO - FAROE ISLANDS
FR - FRANCE
GB - UNITED KINGDOM
GE - GEORGIA
GF - FRENCH GUIANA
GI - GIBRALTAR
GL - GREENLAND
GOV - US Government
GP - GUADELOUPE
GR - GREECE
GT - GUATEMALA
GU - GUAM
GY - GUYANA
HK - HONG KONG
HN - HONDURAS
HR - CROATIA
HU - HUNGARY
ID - INDONESIA
IE - IRELAND
IL - ISRAEL
IN - INDIA
INT - International Organizations
IO - BRITISH INDIAN OCEAN TERRITORY
IR - IRAN
IS - ICELAND
IT - ITALY
JM - JAMAICA
JO - JORDAN
JP - JAPAN
KE - KENYA
KG - KYRGYZSTAN
KH - CAMBODIA
KI - KIRIBATI
KM - COMOROS
KR - REPUBLIC OF KOREA
KW - KUWAIT
KY - CAYMAN ISLANDS
KZ - KAZAKHSTAN
LB - LEBANON
LI - LIECHTENSTEIN
LK - SRI LANKA
LS - LESOTHO
LT - LITHUANIA
LU - LUXEMBOURG
LV - LATVIA
MA - MOROCCO
MC - MONACO
MD - MOLDOVA
MG - MADAGASCAR
MIL - US Departmentt of Defense
MK - MACEDONIA
MN - MONGOLIA
MO - MACAU
MQ - MARTINIQUE
MR - MAURITANIA
MT - MALTA
MU - MAURITIUS
MV - MALDIVES
MX - MEXICO
MY - MALAYSIA
MZ - MOZAMBIQUE
NA - NAMIBIA
NC - NEW CALEDONIA
NE - NIGER
NET - Networks
NF - NORFOLK ISLAND
NG - NIGERIA
NI - NICARAGUA
NL - NETHERLANDS
NO - NORWAY
NP - NEPAL
NU - NIUE
NZ - NEW ZEALAND
OM - OMAN
ORG - Organizations
PA - PANAMA
PE - PERU
PF - FRENCH POLYNESIA
PG - PAPUA NEW GUINEA
PH - PHILIPPINES
PK - PAKISTAN
PL - POLAND
PM - ST. PIERRE AND MIQUELON
PR - PUERTO RICO
PT - PORTUGAL
PY - PARAGUAY
QA - QATAR
RO - ROMANIA
RU - RUSSIAN FEDERATION
SA - SAUDI ARABIA
SB - SOLOMON ISLANDS
SE - SWEDEN
SG - SINGAPORE
SI - SLOVENIA
SK - SLOVAK REPUBLIC
SM - SAN MARINO
SN - SENEGAL
ST - SAO TOME AND PRINCIPE
SV - EL SALVADOR
SZ - SWAZILAND
TC - TURKS AND CAICOS ISLANDS
TG - TOGO
TH - THAILAND
TM - TURKMENISTAN
TO - TONGA
TR - TURKEY
TT - TRINIDAD AND TOBAGO
TW - TAIWAN
TZ - TANZANIA
UA - UKRAINE
UG - UGANDA
UK - UNITED KINGDOM
US - UNITED STATES
UY - URUGUAY
UZ - UZBEKISTAN
VA - VATICAN CITY STATE
VE - VENEZUELA
VI - U.S.VIRGIN ISLANDS
VN - VIET NAM
VU - VANUATU
YE - YEMEN
YU - YUGOSLAVIA
ZA - SOUTH AFRICA
ZM - ZAMBIA
ZW - ZIMBABWE

       นอกจากนี้คุณยังสามารถหาข้อมูลของเว็บไซต์ที่ลงท้ายด้วย .com, .net  และ  .org โดยค้นหาดูว่าโดเมนเนมที่คุณสนใจมีคนจดไปแล้วหรือยัง ถ้ามีคนจดไปแล้ว คุณก็สามารถเช็คดูได้ว่าใครเป็นคนจด โดยดูได้จากไซต์ Allwhois   ใช้งานง่ายมากคุณเพียงพิมพ์ URL ที่คุณอยากจะรู้บน "WHOIS" search จากนั้นจะมีข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของ และจะติดต่อได้อย่างไรแจ้งให้รู้

การจดทะเบียนเว็บไซต์กับ Search Engines มีกี่วิธี?
... วิธีไหนที่ได้ผลมากที่สุด?

 

       คุณมีทางเลือกอยู่ไม่กี่วิธีในการประกาศ URL ของคุณกับ Search engines และ Directories

  1. ใช้บริการจดทะเบียนฟรี เป็นการให้บริการแบบอัตโนมัติที่จะช่วยให้คุณใส่ข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้วจดทะเบียนข้อมูลนั้นกับ Search engine ยอดนิยม 10 – 15 แห่งหรืออาจจะมากกว่าโดยการกดเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น
  2. ทำการจดทะเบียนเพจของคุณด้วยตัวเองแบบ Manual
  3. บริการจดทะเบียนที่ต้องเสียเงิน
  4. ใช้ซอฟท์แวร์จดทะเบียนที่คุณหาซื้อมาเพื่อจดทะเบียนไซต์ของคุณ


# บริการจดทะเบียนฟรี

       บริการประเภทนี้จะให้บริการแก่คุณฟรี คุณใส่ข้อมูลของคุณเพียงครั้งเดียวจากนั้นให้กดปุ่มหนึ่งครั้ง มันจะทำการลงทะเบียนแทนคุณโดยอัตโนมัติไปยัง Search engine ที่คุณเลือก

       ปัญหาในการใช้บริการแบบนี้ก็คือ Search engine ทุกแห่งจะมีตัวแปรในการลงทะเบียนที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง Yahoo ที่ต้องการเพียง 20 ตัวอักษรในไตเติ้ล ขณะที่ที่อื่นอาจจะอนุญาตให้ใช้ได้ถึง 200 ตัวอักษร เป็นต้น

       บางครั้งคุณอาจจะต้องการเพิ่มจำนวนคีย์เวิร์ดให้มากที่สุดที่จะใส่ไว้ในไตเติ้ลของคุณได้ แต่บริการจดทะเบียนฟรีนี้จะใช้เพียงข้อมูลชุดเดียว (ที่คุณได้เลือกไว้แล้ว) จดทะเบียนกับ Search engine ทุกแห่งที่มีตัวแปรที่แตกต่างกันมาก   ด้วยเหตุนี้คุณจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงมากนักตามที่ควรจะเป็น ที่สำคัญกว่านั้น  คุณไม่สามารถระบุแคตตากอรี่ (ที่เหมาะสมกับไซต์ของคุณได้) เพื่อให้คุณได้ถูกบรรจุในลิสต์ที่คุณต้องการ ซึ่งถ้าคุณจดทะเบียนเองคุณจะสามารถเลือกเองได้

       โดยการใช้บริการจดทะเบียนฟรีนี้คุณจะประหยัดเวลาไปได้มาก แต่ข้อเสียของมันก็คือคุณจะได้รับทราฟฟิกเพียง 1 ใน 5 ส่วนของที่คุณควรจะได้ (ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนของคุณกับ Search engine ก็ เพื่อต้องการได้ทราฟฟิกเข้ามามากที่สุด? — ไม่ใช่การประหยัดเวลา)

       วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด... แต่มันก็ดีกว่าการไม่ได้ทำอะไรเลย!

       ถ้าคุณสนใจจะใช้บริการแบบนี้ให้ลองดูได้ (แต่คุณต้องชั่งใจให้ดีนะครับ) ที่:


# จดทะเบียนด้วยตัวเอง

       นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจดทะเบียนเว็บไซต์ของคุณกับ Search engine.   คุณต้องไปที่ Search engine แต่ละแห่งเองและจดทะเบียนข้อมูลของแต่ละเพจแยกกัน   การทำเช่นนี้จะทำให้คุณใส่ข้อมูลได้อย่างเต็มที่โดยการกรอกข้อมูลให้ครบทุกฟิลด์ในแบบฟอร์มการลงทะเบียน เพื่อเพิ่มศักยภาพเต็มที่ให้กับคีย์เวิร์ด, คำบรรยาย, additions, content, ข้อมูลการติดต่อ เป็นต้น   มันยังช่วยให้คุณเลือกแคตตากอรี่ที่เหมาะสมที่สุดกับธุรกิจของคุณ ด้วยเหตุนี้โอกาสที่คุณจะได้อยู่ในลิสต์ระดับต้นก็สูงขึ้นได้

       ข้อเสียของวิธีนี้มีเพียงอย่างเดียวก็คือ มันใช้เวลามาก (อาจจะใช้เวลาหลายวันในการทำให้ลงตัว) และไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูและให้คำแนะนำในการใช้คีย์เวิร์ด, ไตเติ้ล, ทริคต่างๆ ของ Search engine และตรวจสอบการเลือกและดูประสิทธิภาพของมันให้คุณ

       ผมแนะนำการลงทะเบียนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วเมื่อคุณไปยังเพจที่จะลงทะเบียน ก่อนอื่นคุณควรจะเปิดไฟล์ในเวิร์ดโปรเซสเซอร์ (หรือ Notepad) ซึ่งคุณได้ใส่ข้อมูลของเว็บเพจทั้งไตเติ้ล, URL, keywords, คำบรรยายสั้น 10 คำ, คำบรรยายขนาด 25 คำและคำบรรยายขนาด 50 คำที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ รวมไปถึงข้อมูลบริษัท, ที่อยู่, อีเมล์แอดเดรส, เบอร์โทรศัพท์/แฟกซ์ เป็นต้น ซึ่งแบบฟอร์มการลงทะเบียนหลายแห่งจะถามถึงข้อมูลพวกนี้ ดังนั้นให้คุณเตรียมตัวให้พร้อม

       เมื่อคุณเข้าไปยังเพจลงทะเบียนของ Search engines แล้ว ให้ทำการ Cutting และ Pasting — ข้อมูลเหล่านี้ไปใส่ไว้ในฟิลด์ต่างๆ ในแบบฟอร์มการลงทะเบียนซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยคุณประหยัดเวลาเท่านั้น แต่จะช่วยลดความผิดพลาด และไวยากรณ์ลงได้ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้บ่อยเวลาพิมพ์ในแบบฟอร์มโดยเฉพาะถ้าคุณต้องเสียเงินค่าเวลาออนไลน์

 

 

 


# บริการจดทะเบียนที่ต้องเสียเงิน

       มีบริการเช่นนี้อยู่ไม่กี่ประเภท

  1. เป็นบริการแบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งจะเหมือนกับบริการฟรีดังที่กล่าวถึงข้างบนและพวกนี้จะคิดค่าบริการคุณต่ำ (ปกติจะคิดต่ำกว่า $75 เพื่อจดทะเบียนข้อมูลของคุณกับ Search engine 100 แห่งหรือมากกว่าขึ้นไป) บริการพวกนี้ให้ผลไม่ต่างจากวิธีที่กล่าวถึงข้างบนมากนัก   ผมไม่ขอตำหนิและวิจารณ์วิธีนี้มากนัก เพราะผมว่ามันก็ยังดีกว่าที่คุณไม่จดทะเบียนเลยเสียอีก แต่ถ้าคุณมีตัวเลือกที่ดีกว่าการไม่จดทะเบียนแล้วละก็วิธีนี้จะเป็นวิธีหลังสุดที่ควรเลือก

    ถ้าคุณตัดสินใจต้องการใช้บริการแบบนี้ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่เรารู้จักก็คือ Contact Data ที่ http://TrafficBoost.com/?SPECIAL (พวกเขาคิดค่าบริการอยู่ที่ $49)

    นอกจากนี้ก็ยังมี...

Planetweb

http://www.broadcaster.co.uk/

Submit-it

http://www.submit-it.com


  1. แต่ถ้าคุณยินดีจ่าย ผมแนะนำให้ใช้บริการดังข้างล่าง ซึ่งจะใช้คนใส่ข้อมูลของคุณลงในฟอร์มเพื่อลงทะเบียนซึ่งจะทำให้คุณมีโอกาสได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงได้
  2. เป็นบริการที่ใช้คนใส่ข้อมูลเข้าไปในแต่ละ Search engine เหมือนกับที่คุณทำเอง แต่พวกเขาจะใส่เพียงเฉพาะข้อมูลที่คุณจัดให้เท่านั้น   บริการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง $125 ถึง $250. ผมเคยใช้บริการของที่นี่ AAA Promotions หลายครั้งและก็ไปได้ดี  ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ $99 สำหรับค่าลงทะเบียนกับ Search engine ยอดนิยม 50 แห่งและ $199 สำหรับจดทะเบียนกับ Search engines Top 100 แห่ง (ยังไงก็ตามผมแนะนำให้คุณใช้เพียงแค่ 50 แห่งก็ดีมากแล้วเพราะที่เหลือจะมีทราฟฟิกน้อยมากไม่คุ้มกับเงินที่คุณต้องเสียเพิ่ม)
  3. บริษัทที่รับจดทะเบียนซึ่งจะคล้ายกับเป็นที่ปรึกษา พวกเขาจะศึกษาเว็บไซต์และธุรกิจของคุณและทำงานร่วมกันกับคุณและร่วมใส่ข้อมูลของคุณอย่างเต็มที่ลงไปในแต่ละ Search engine.   บริการแบบนี้โดยทั่วไปไม่ถูกแต่ประสิทธิภาพสูงมาก
  4. ผมเคยลองติดต่อกับบางบริษัทพวกนี้ ซึ่งจะชาร์จเงินราว $600 - $1,900 ในการให้บริการพวกเขาจะประเมินเว็บไซต์ของคุณ ช่วยออกแบบคีย์เวิร์ดและเนื้อหา, บอกเทคนิค, ชี้พอยท์และออกแบบแผนการรณรงค์ Search engine submission.   จากนั้นพวกเขาจะเริ่มจดทะเบียนข้อมูลของคุณกับ Search engine ยอดนิยมซึ่งพวกเขาไม่เพียงใส่ข้อมูลลงในทุกฟิลด์ใน Search engine เท่านั้น แต่พวกเขายังจดทะเบียนให้คุณหลายเพจด้วยกัน   เป็นบริการที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการเพิ่มลิสต์ของคุณบน Search engines… และผมขอบอกว่ามันมีประสิทธิภาพสูงมาก
  5. บริการจดทะเบียนกับ Pay-Per-Click Search Engines (PPC Search Engines) บริการแบบนี้คุณต้องทำการประมูลว่าคุณจะจ่ายได้เท่าไหร่สำหรับผู้เข้าชมที่คลิ๊กเข้าไปยังไซต์ของคุณ   ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก เพราะวิธีนี้คุณจะได้ทราฟฟิกเข้ามาอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้ค